Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์, 2011

ปลูกไม้ใหญ่ให้เติบโต

……………………………………………………………………………………

จะปลูกไม้ใหญ่ หรือ ไม้ล้มลุกตี???

.

เกษตรกร รู้ดีว่า…

“พืชไร่” หรือ พืชล้มลุกที่เกษตรกรปลูกตามฤดูกาล

ได้ผลเร็ว…ใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้น

เช่น ข้าวโพด ถั่ว มัน เป็นต้น

.

“พืชสวน” หรือไม้ใหญ่หรือไม้ผลที่เกษตรกรปลูกไว้ เพื่อเก็บผลขาย

ได้ผลช้า…ใช้ระยะเวลาในการปลูกยาวนาน

เช่น มะพร้าว มะม่วง ขนุน ลำใย เป็นต้น

.

ผู้จัดการหน่วยงานประกันชีวิต รู้ดีว่า…

“ไม้ล้มลุก” หมายถึง การขายประกันเองของผู้จัดการ

เพราะ ได้ผลเร็ว และง่ายกว่า

.

“ไม้ใหญ่” หมายถึง การสร้างตัวแทนขายประกัน

เพราะ ออกผลช้า และทำได้ยากกว่า

.

หลักการปลูกไม้ใหญ่ให้เติบโต

1. ต้องแน่ใจว่าต้นไม้ที่นำมาปลูก เป็นต้นกล้าของไม้ใหญ่

ก่อนจะลงมือปลูก “ไม้ใหญ่” เกษตรกร ต้องแน่ใจก่อนว่า…

ต้นกล้าที่กำลังจะปลูกนั้น เป็นต้นกล้าของต้นไม้ใหญ่จริงๆ

ทั้งนี้ก็เพราะ…

เราจะต้องใช้ทั้ง เวลา และ ทรัพย์สิน ของเราไปกับการ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย

และทนุบำรุงให้กล้าไม้ต้นนี้ ค่อยๆเติบโตขึ้น

และกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นแข็งแรง

.

เปรียบได้กับ ผู้จัดการหน่วยงานประกันชีวิต

ก่อนจะลงมือสร้างตัวแทนนั้น ผู้จัดการ ต้องแน่ใจว่า…

ตัวแทนที่เรากำลังจะสร้างนั้น เขาเป็น “คนที่ใช่” จริงๆ

ทั้งนี้ก็เพราะ…เราจะต้องใช้ทั้งเวลา ทรัพย์สินเงินทองของเรา

ไปกับการสร้างเขาให้ประสบความสำเร็จ

ต้องคอยทะนุบำรุง ดูแลให้ตัวแทนคนนั้นเติบโตขึ้น

และกลายเป็น ตัวแทนมืออาชีพ ที่ประสบความสำเร็จ

.

2. ต้องโอนย้ายต้นกล้าอย่างถูกวิธี

ในการโอนย้ายต้นกล้า จากแปลงเพาะ มายังที่ๆเราเตรียมไว้สำหรับปลูก

จะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และถูกวิธีด้วย

เพื่อให้ต้นกล้านั้น มีสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมต่อการเจริญเติบโตมากที่สุด

เพราะรากทุกๆแขนงนั้น สำตัญต่อการเติบโตของต้นกล้าต่อไปในอนาคต

.

ดังเช่น…การชักชวน หรือรับตัวแทนเข้ามาสู่หน่วยงานของเรานั้น

จะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และถูกวิธีด้วย

เพื่อให้ตัวแทนคนนั้น มีทัศนคติ มีความคิด และแนวทางการทำงานที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ก็เพราะ ทัศนคติและความคิดของเขานั้น

เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการกำหนดอนาคตของเขา

.

3. เตรียมดิน และหลุมปลูกให้พร้อมก่อน

เกษตรกรจะต้องเตรียมดินและหลุมที่จะใช้ปลูกต้นไม้ให้พร้อมสมบูรณ์เสียก่อน

อย่าขุดต้นกล้าขึ้นมา แล้วจึงมาเตรียมดิน เตรียมหลุมสำหรับปลูก

เพราะอาจจะทำให้ต้นกล้านั้น ตาย เสียตั้งแต่ก่อนปลูกได้

.

ดังเช่น ผู้จัดการหน่วยงานขาย จะต้องเตรียมสภาพแวดล้อมของหน่วยงาน

ให้มีความพร้อมและเหมาะสมต่อการทำงานของตัวแทนเสียก่อน

จึงจะชักชวนเขามาร่วมงาน มิเช่นนั้น เราอาจจะเสียตัวแทนไปตั้งแต่เริ่มต้นได้

.

4. ต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ในระยะแรกของการปลูก

.

ในระยะแรกของการปลูกนั้น ต้นกล้ายังอ่อนแอ และไร้ภูมิต้านทาน

จึงต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

ในระยะนี้ หากมีอะไรที่ “มากไป” หรือ “น้อยไป”

ก็อาจจะส่งผลเสียหายที่ร้ายแรงได้

.

เช่นเดียวกันกับ ตัวแทน ในระยะแรกนั้น

ยังคงอ่อนแอ และไร้ภูมิต้านทาน

ผู้จัดการ จึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

เพื่อให้เขาผ่านระยะเวลาที่เขาอ่อนแอที่สุดนี้ไปให้ได้

.

5. หมั่นรดน้ำ พรวนดิน และดูแลรักษา

.

ต้องยอบรับความจริงที่ว่า…

การปลูกไม้ใหญ่นั้นย่อมต้องใช้ระยะเวลาในการดูแลที่ยาวนาน

แต่มันก็ให้ผลที่คุ้มค่าเสมอ

ดังนั้น เกษตรกรจะต้องไม่เบื่อในการรดน้ำ พรวนดิน ดูแลรักษา อย่างสม่ำเสมอ

ต้องอดทน และรอคอยให้ต้นกล้าเติบโตขึ้น

แล้วกลายเป็น ไม้ใหญ่ ในที่สุด

.

เช่นเดียวกันกับ ผู้จัดการหน่วยงานประกันชีวิต

ที่จะต้องหมั่น ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ และกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ

และอดทนรอให้ ผลงานของตัวแทนปรากฎขึ้นมาในที่สุด

.

6. ปกป้องและแสดงสิทธิ์อันชอบธรรม ในฐานะเกษตรกรผู้ปลูกต้นไม้ต้นนั้น

.

ในโลกแห่งการแข่งขัน อาจจะมีบางคนที่เห็นแก่ตัว

พยายามเข้ามาแย่ง แสดงสิทธิ์ เพื่อชิงความเป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนั้น

ซึ่งเรามีสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จะปกป้องและแสดงว่า

เราเป็นเจ้าของ ต้นไม้ต้นนั้น อย่างเต็มที่

.

ในบางครั้ง อาจจะมีคนบางคนที่เห็นแก่ตัว

พยายามจะเข้ามาแย่งชิงตัวแทนของเราไป

หากเราเป็นผู้ที่ชักชวนเขาเข้ามาจริงๆแล้ว

ก็จงพร้อมที่จะปกป้องสิทธิ์ของเราได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

.

7. พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว ผลที่เกิดขึ้นมาจากต้นไม้ที่เราปลูกไว้นั้น

.

เมื่อต้นไม้ที่เราปลูกไว้ ออกดอกออกผล และถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลนั้น

เราต้องพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผล อันเกิดจากต้นไม้ที่เราได้ปลูกไว้

.

เช่นเดียวกันกับ ผู้จัดการ ที่ต้องเร่งรัดและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆ

จากตัวแทนที่เราได้สร้างขึ้นมา

.

8. เตรียมต้นกล้าต้นใหม่ และแปลงปลูกแปลงใหม่ไว้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

.

ความเป็นจริงอีกประการหนึ่งก็คือ…

ต้นไม้แต่ละต้น ก็ย่อมมีอายุไขของมัน

ไม่แก่ตายไปเอง ก็อาจจะถูกด้วง ถูกปลวกกัดกิน

หรือ โค่นล้มเพราะแรงลมได้

จึงต้องมีการปลูกเพิ่มเติม เสริมแซมตลอดเวลา

.

ตัวแทนก็เช่นกัน…

เขาอาจจะจากหน่วยงานของเราไปได้ด้วยสาเหตุหลายประการ

เช่น เลิกจากอาชีพไป เสียชีวิต ย้ายบริษัท หรือ เติบโตและขาดจากเราไป

เราจึงต้องสร้างตัวแทนใหม่เอาไว้อย่างสม่ำเสมอ

.

9. ปลูกแบบ ไร่นาสวนผสม

.

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรก็คือ

การปลูกทั้งพืชไร่ และพืชสวน

เพราะเราจะได้ขายพืชไร่ ที่ให้ผลเร็ว ในขณะที่รอพืชสวนให้เติบโต

และเมื่อพืชสวนเติบโต เราก็ยังสามารถ ปลูกพืชไร่ แซมรวมต่อไปได้

.

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ ผู้จัดการ ก็เช่นเดียวกัน

ควรจะทำทั้ง การขายเอง และ การสร้างตัวแทน ไปพร้อมๆกัน

ขาย เพื่อให้มีรายได้ มีเงินใช้ ในขณะที่รอให้ตัวแทนเติบโต

และเมื่อตัวแทนของเราเติบโต สร้างผลประโยชน์ให้กับเราได้แล้ว

เราก็ยังคงสามารถทำการขายได้เช่นเดียวกัน

จงจำไว้ว่า…ไม่มีอะไรดีกว่าอะไรอย่างสมบูรณ์

.

…………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

Free! ผมเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ท่านสามารถเข้าไปอ่านหนังสือของผมทุกเล่มได้ที่

ลิงค์ ด้านล่าง ส่วนของ ความเห็น (Comment) ครับ

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์


Read Full Post »

บทเรียนจาก…ห่านป่าแคนาดา

………………………………………………………………………………………….

บทเรียนบทที่ 1 : กฎแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูล

.

ฝูงห่านป่าแคนนาดา จะพากันบินอพยพข้ามทวีป

ด้วยการบินตามกัน เป็นรูปตัว V

เพราะการบินเช่นนี้… ขณะที่ตัวที่อยู่ “ด้านหน้า” กระพือปีก

แรงยกของลมจะช่วยให้ ห่านตัวที่บินอยู่ “ข้างหลัง” ใช้แรงในการบินน้อยลง

ซึ่งจะทำให้พวกมันสามารถเดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิมถึง 71%
.
บทเรียนสอนเราว่า…
การทำงานร่วมกันนั้น หากมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ก็จะทำให้ “ทีม” สามารถไปถึงที่หมายได้ เร็วขึ้นและง่ายขึ้น
เพราะเป็นการทำงานที่อยู่บนพื้นฐานของ “ความไว้วางใจ” ซึ่งกันและกัน
.
.
บทเรียนบทที่ 2. กฎแห่งผลประโยชน์ร่วมกัน
.
เมื่อห่านตัวหนึ่งตัวใด แตกออกจากขบวน
มันก็จะรับรู้ได้ทันทีว่า มันบินไปได้ ช้ากว่า และเหนื่อยกว่า
ซึ่งมันก็จะไม่ยอมให้เป็นอยู่ เช่นนั้น มันจะรีบกลับเข้าสู่ขบวน
เพื่อใช้ความได้เปรียบจาก “แรงลม” ของการบินตามกัน
.
บทเรียนนี้สอนเราว่า…
ด้วย ผลประโยชน์ที่ได้รับร่วมกัน จะทำให้แต่ละคนในทีมงาน
“ยอมรับ” การ “ทำงานเป็นทีม”
ยินยอมว่าจะต้องมี “ผู้นำ” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย
และเต็มใจที่จะรับ ผลประโยชน์ร่วมกัน
ตลอดจนการยอมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อทีมด้วย
.
.
บทเรียนบทที่ 3. กฎแห่งการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง
.
เมื่อห่านตัวที่รับหน้าที่ “ผู้นำ”รู้สึกเหนื่อยล้า
มันจะถอยกลับมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ตาม” ของขบวน
และห่านตัวที่อยู่ด้านหลัง จะบินขึ้นมาทำหน้าที่ “ผู้นำ” แทน
.
บทเรียนสอนเราว่า…
ในงานที่ยากลำบากนั้น หากมีการสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กันระหว่าง
“ผู้นำ” และ “ผู้ตาม”
ก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะการทำงานเป็นทีมนั้น
ต้องมีการ พึ่งพาทักษะ ความสามารถ พรสวรรค์
ตลอดจนถึงการ แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
.
.
บทเรียนบทที่ 4. กฎแห่งการให้กำลังใจกันและกัน
.
เพื่อเป็นการรักษาความเร็วของขบวน
ในขณะที่ห่านบินอยู่ในขบวนรูปตัว V  นั้น
พวกมันจะ “ส่งเสียงร้อง” เพื่อ “กระตุ้น”
และเพื่อ “ให้กำลังใจ” ห่านตัวที่อยู่ด้านหน้าเสมอๆ
.
บทเรียนสอนเราว่า…
ในทีมงานที่มีการ ให้กำลังใจซึ่งกันและกันนั้น
เราจะพบว่า…สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า
ดังนั้น การทำงานเป็นทีม
จึงต้องมองหาวิธีการที่จะ “ให้กำลังใจ”  ซึ่งกันและกันด้วยเสมอ
.
.
บทเรียนบทที่ 5. กฎแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุข
.
เมื่อห่านตัวหนึ่งตัวใด ป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ
“ห่านอีกสองตัว” จะแยกออกจากขบวนและบินตามลงไป
เพื่ออยู่ช่วย ปกป้องกันภัย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับห่านตัวนั้น
จนกว่า ห่านตัวนั้นจะ ตายหรือแข็งแรงพอที่จะบินได้อีกครั้ง
พวกมันจึงจะพากันบินขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้าขบวน หรือรีบตามขบวนของมันไป
.
บทเรียนสอนเราว่า…
ในการทำงานเป็นทีมนั้น
สิ่งสำคัญก็คือ…
การยืนอยู่เคียงข้างกันทั้งในยามทุกข์ และยามสุข
เพราะ……
“ทุกคน” คือ “ ทีม”

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

.

Read Full Post »

บทเรียนจาก…ครูฝึกปลาวาฬ

…………………………………………………………………………….

เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า…

“ครูฝึก” ผู้สอน ปลาวาฬและปลาโลมา ที่ซีเวิลดิ์

ทำอย่างไรให้ ปลาวาฬเพชรฆาตร ที่แสนดุร้าย

และมีน้ำหนักตัวมากถึง 19,000 ปอนด์

กระโดดได้สูงถึง 22 ฟุต เหนือผิวน้ำ

และฝึกให้ทำการแสดงในท่าทางต่างๆนั้น

.

เขาทำได้อย่างไร?

.

การท้าทายที่ยิ่งใหญ่!!!
พอๆกันกับสถานการณ์ที่พวกเราทั้งหลาย
กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ในฐานะ
“พ่อแม่” หรือ “ผู้จัดการ”
.
สิ่งแรกที่ครูฝึกต้องทำคือ
.
เอาเชือกไปแขวนไว้ให้สูงที่ตำแหน่ง 22 ฟุต
โดยต้องไม่มีความรู้สึกหรือคิดว่าปลาวาฬจะทำไม่ได้
เราเรียกสิ่งนั้นว่า
.
การกำหนดเป้าหมาย หรือการวางแผนกลยุทธ์
.
จากนั้นครูฝึกต้องคิดหาทางสร้าง
แรงกระตุ้น หรือ สิ่งจูงใจ
เพื่อที่จะทำให้ปลาวาฬทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซึ่งมันก็คือ “อาหารที่ ปลาวาฬ ชื่นชอบ
นั่นคือ ปลา
.
แล้วถ้า… ครูฝึกนำ “ถังบรรจุปลา” ไปแขวนบนเชือกที่สูง 22 ฟุต
และ จะไม่ให้มันกินจนกว่าปลาวาฬจะกระโดดข้ามเชือกได้
ปลาวาฬจะทำหรือไม่?
แน่นอนว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้น!!!
.
ดังนั้นครูฝึกต้องหาวิธีการ
“เร่งหรือชักจูง”
ให้ปลาวาฬ หรือปลาโลมา กระโดดข้ามเชือกให้ได้
.
โดย ครูฝึกจะต้อง “สร้างสภาพแวดล้อม”
ที่จะทำให้ปลาวาฬเกิดความมั่นใจได้ว่ามันสามารถทำได้
และมีความปลอดภัยที่จะทำ ขึ้นมา
.

นั่นคือ…ครูฝึกจะเริ่ม วางเชือกไว้ที่บริเวณ
“ใต้ผิวน้ำ”
ในตำแหน่งที่ปลาวาฬสามารถว่ายข้ามไปมาได้
.
และทุกครั้งที่ปลาวาฬ“ว่ายข้ามเชือกได้”
มันก็จะได้รับรางวัล
ซึ่งจะทำให้มันมี “ความมั่นใจ” เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
.
ปลาวาฬจะได้รับ “ปลา”
รวมถึง
“การสัมผัส การลูบหัว และการหยอกล้อเล่น”
เป็นรางวัล!!!!
.
แต่สิ่งสำคัญที่ปลาวาฬได้รับคือ “พลังที่เข้มแข็งขึ้น”
.
แล้วถ้าหากว่ามัน ไม่ยอมว่ายหรือกระโดดข้ามเชือกล่ะ
จะเกิดอะไรขึ้น?
.
คำตอบคือ… ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
.
ไม่มีการทำโทษด้วยการช๊อตกระแสไฟฟ้า
ไม่มีการตำหนิติเตียน ไม่มีการแสดงการตอบโต้
และไม่มีการบันทึกลงในประวัติของมัน
.
ปลาวาฬได้รับการสอนให้รู้ว่าครูฝึกจะ
“เผิกเฉย…ไม่ใส่ใจ”
และ ไม่เห็นว่าการกระทำที่ผิดพลาดของมัน เป็นสาระสำคัญ
.
จากความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นเป็นรากฐาน
อีกทั้งการได้รับรู้ว่า…
.
ผู้ฝึกตื่นเต้นยินดีและประทับใจ
.
ทำให้ปลาวาฬกระโดดข้ามเชือกได้บ่อยครั้งมากขึ้น
และทำพลาดน้อยลง
.
ผู้ฝึกสอนจะค่อยๆ
ยกระดับความสูงของเชือกให้เพิ่มมากขึ้น
และการเพิ่มระดับความสูงของเชือกนั้นจะต้อง
.
ไม่ช้าเกินไปจนทำให้ปลาวาฬจะรู้สึกหิว
และส่งผลกระทบต่อสภาวะทางร่างกายและอารมณ์
.
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นไปตามขั้นตอน และสม่ำเสมอ
.
จนในที่สุด เจ้าปลาวาฬยักษ์ที่หนัก 19,000 ปอนด์
ก็สามารถกระโดดข้ามเชือกที่สูงถึง 22 ฟุต เหนือผิวน้ำได้สำเร็จ

……………………………………………………………………………..
บทเรียนง่ายๆ
ที่เราได้จากครูผู้ฝึกสอนปลาวาฬคือ
.
การให้รางวัลเป็นพิเศษ
การ “ให้ข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่” สำหรับสิ่งดีๆที่เกิดขึ้น
และการ “ใส่ใจเพียงเล็กน้อย” กับความผิดพลาด
.
ลำดับต่อมาคือ
การลด หรืองดการตำหนิติเตียน
เพราะทุกคนจะรู้ตัวดีเมื่อเวลาที่ได้ทำผิดพลาด
สิ่งที่ต้องการคือ
.
การให้ “กำลังใจ” และการให้ “โอกาส”
.
ถ้ามีการตำหนิติเตียน ทำโทษ หรือลงโทษทางวินัย
คนเรามักจะไม่ลืมเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้ว่าโดยปกติมันจะส่งผลให้ “ไม่ทำสิ่งนั้นซ้ำอีก” ก็ตาม
.
นอกจากนั้น
เราจำเป็นต้อง “สร้างสภาพแวดล้อม” เพื่อที่จะป้องกันความล้มเหลว
การให้รางวัลเป็นพิเศษ การเผิกเฉยต่อความผิดพลาด
และรู้ว่าเมื่อไรควรจะ “ยกระดับ” ของเชือก
.
และนี่คือ … งานที่ท้าทาย … ของคุณ
.

Read Full Post »

พันธนาการของช้างน้อย

………………………………………………………………………………………………………….

ในอดีตกาลนานโพ้น… มี ช้างป่า อยู่เป็นจำนวนมาก

ซึ่งเมื่อคนต้องการจะนำช้างป่ามาเลี้ยงเป็น ช้างงาน หรือเป็น ช้างศึก

พวกเขาก็จะพากันเข้าไปในป่าแล้ว ตีเกราะเคาะไม้ ร้องตะโกน

เพื่อไล่ต้อนโขลงช้างป่าให้ตื่นตกใจพากันหนีออกมาจากป่า

แล้วพวกเขาก็จะไล่ต้อนโขลงช้างป่าให้เข้าไปใน

“เพนียดคล้องช้าง”

.

จากนั้นพวกเขาก็จะคัดเลือกเอาเฉพาะ… ช้างที่มีลักษณะดี…

นำมาฝึกให้เป็น… “ช้างศึก”

และแยกเอา “ลูกช้าง” ตัวน้อยออกมาจากแม่ช้าง…

เพื่อนำมาเลี้ยงเป็น “ช้างงาน”

.

พวกชาวบ้านก็จะนำ…

“โซ่ตรวน”

มาผูกติดไว้ที่ขาข้างหนึ่งของ “ช้างน้อย”

ส่วนปลายโซ่อีกด้านหนึ่ง จะถูกล็อกติดไว้กับ

“เหล็กแหลม”

ซึ่งเหล็กแหลมนี้จะยาวประมาณ 3 ฟุต และใช้ตอกลงไปในดินจนมิด

เพื่อไม่ให้โซ่พันกัน แล้วล่ามเจ้าช้างน้อยตัวนี้ไว้

.

เมื่อช้างน้อยถูกล่ามโซ่…

มันก็จะพยายามจะหนีออกจากพันธนาการนี้

แรกๆมันก็จะใช้แรงของมัน…กระชากดึงโซ่ที่ผูกติดกับขาของมันออก

.

ซึ่งแน่นอนว่า…

ไม่ว่ามันจะพยายามสักเพียงใด มันก็ไม่สามารถเอาชนะโซ่เส้นนี้ได้

ซ้ำร้าย…มันกลับถูกคมของโซ่เส้นนั้น… บาดที่ข้อเท้าของมันจนเป็นแผลลึก

ทำให้มันเจ็บปวด และทรมานอย่างมาก

.

ไม่นานนัก…ลูกช้าง ก็ยอมรับว่า

มันไม่สามารถจะเอาชนะ “โซ่ที่พันธนาการมันอยู่” นี้ได้

.

ช้างน้อย…ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตของมัน

ด้วยการ เดินอยู่ในรัศมีของโซ่เส้นนี้

เมื่อโซ่ตึง…มันก็จะหยุด…แล้วเดินไปอีกทางหนึ่ง

เมื่อโซ่ตึงอีก…มันก็จะหยุด เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

.

โดยไม่พยายามดึงกระชากโซ่ที่พันธนาการมันออกอีกเลย…

.

จนมันเติบโตขึ้น…เป็น ช้างพัง-ช้างพลายตัวใหญ่

ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาล…

สามารถใช้งวงและงางัด หรือยกซุงต้นใหญ่ๆขึ้นมาได้

มันสามารถถอนต้นไม้หลายๆต้นขึ้นมาได้ทั้งรากทั้งโคนเลยทีเดียว

.

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่มันเห็นว่ามันถูกผูกติดไว้กับ “โซ่” เส้นนี้

มันไม่เคยที่จะพยายามกระชากดึงเลยสักครั้ง….

.

จึงมีคำถามที่น่าคิดว่า…

เมื่อตอนที่มันตัวเล็กๆ มันถูกพันธนาการไว้ด้วย… “โซ่”

แต่เมื่อมันโตขึ้นเป็นช้างตัวใหญ่…

.

มันถูก พันธนาการ ไว้ด้วยอะไร????

…………………………………………………………………………………..

ชีวิตของเราในวันนี้…

ก็เปรียบเช่นเดียวกับ… ช้างน้อย

เราอาจจะ เคยคิด เคยพยายาม ที่จะประสบความสำเร็จ

.

แต่… บาดแผลและความเจ็บปวดที่เคยได้รับในอดีต

ยังคงฝังใจของเราอย่างแนบแน่น…

จนเราไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลง

และไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราจะสามารถ เอาชนะอุปสรรค์เหล่านั้นได้

.

ทั้งๆที่ในเวลานี้…

เรามี ความสามารถ และประสบการณ์ ที่มากมายกว่าในอดีตยิ่งนัก

.

ทั้งๆที่ในวันนี้…

ร่างกายของเราได้เจริญเติบโตขึ้น และกลายเป็น “พญาคชสาร” ผู้ยิ่งใหญ่แล้วก็ตาม

.

สะบัดโซ่ตรวน ที่พันธนาการจิตใจของเราออกเถิดครับ

แล้วเราจะได้เห็นว่า “ศักยภาพที่แท้จริง” ของเรานั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด

…………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์


Free! ผมเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ท่านสามารถเข้าไปอ่านหนังสือของผมทุกเล่มได้ที่

ลิงค์ ด้านล่าง ส่วนของ ความเห็น (Comment) ครับ

Read Full Post »

เขาคือใคร?

……………………………………………………………………………………………….

การที่คนจำนวนมาก ไม่กล้าที่จะ “คิดใหญ่ ฝันใหญ่” นั้น เหตุผลสำคัญ ก็คือ… อิทธิพลของ “เขา”

.

“กลัวทำไม่ได้แล้วอาย เขา”

“กลัว เขา จะหาว่าเวอร์”

“เดี๋ยว เขา จะมั่นไส้เอา”

“เขา ว่าเราคงทำไมได้” เป็นต้น

.

ดูๆไปแล้ว “เขา” ช่างมีอิทธิพลกับชีวิตเราเหลือเกิน

แต่ลองนึกให้ดีอีกทีซิครับว่า…

.

เขาคือใคร?

.

“เขา” ที่เรากลัวนี้ เคยช่วยเหลืออะไรกับเราบ้าง?

“เขา” เป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราเสมอไช่หรือไม่?

“เขา” คนนี้ อยู่ที่ไหนในเวลาที่เรายากลำบาก?

.

และถ้า “เขา” ไม่ใช่คนที่มีบุญคุณกับเราอย่างล้นเหลือแล้ว

ทำไมเราจึงต้องไปเกรงกลัว “เขา” นัก?

.

และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ “ความคิดใหญ่” นั้น ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ ชีวิตของเราดีกว่าเก่า มิใช่หรือ?

ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ไปสร้างความเดือนร้อนต่อใครมิใช่หรือ?

.

ดังนั้น…นับจากนี้ไป

ขอจงไล่ “เขา” ให้ออกไปจากชีวิตเราเถิด

.

แล้วจงกล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำ ในสิ่งที่ดีงามต่อชีวิตเราเอง

.

เพราะความฝัน คือ…

สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ไม่มีใครสามารถแย่งมันไปจากเราได้

เว้นเสียแต่ว่า…เราจะยินยอมเท่านั้น

.

ลองย้อนกลับมานึกดูซิครับว่า…

.

“เขา” ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเราบ้างหรือไม่

“เขา” เข้ามาฉุดรั้งไม่ให้เรา คิด ฝัน อย่างไรบ้าง

“เขา” ได้ทำลายความฝันของเราไปแล้วกี่ครั้งกี่หน

.

ค้นหา “เขา” ในชีวิตของคุณให้เจอ

แล้วไล่ “เขา” ออกไปจากชีวิตของคุณซะ

.

ชีวิตของคุณ…ก็จะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว

…………………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

เยียบคัดเร่งชีวิต…ให้ถึงขีดสุด

………………………………………………………………………………………

ถ้าท่านมี ‘รถยนต์’

ท่านเคยขับรถยนต์ของท่านด้วย ความเร็วสูงสุด เท่าไหร่?

.

ท่านเคยขับรถยนต์ของท่าน จนถึง

‘ขีดสุดของความเร็ว’ ของรถคันนั้นแล้วหรือยัง?

.

คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็คือ… ยังไม่เคย

.

ถ้าจะถามต่อไปว่าทำไม?

คำตอบก็มีเหตุผลที่พอจะฟังได้ว่า…

กลัวอันตราย…กลัวไม่ปลอดภัย

.

ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง…

เพราะการจะหา ‘ถนน’ ที่สามารถขับได้อย่างปลอดภัยในประเทศไทยนั้นหาได้ยากนัก

และการที่เราจะขับรถยนต์ให้ถึง ‘ขีดสุดของความเร็ว’

ของรถยนต์ของเรานั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ ‘ปลอดภัย’ นัก

.

แต่ผมก็มีคำถามอีกคำถามหนึ่งที่น่าคิดว่า…

.

ในชีวิตของท่าน… ท่านเคยทำอะไรให้มันถึง

‘ขีดสุดของความสามารถ’ ของท่านบ้างหรือไม่?

.

ท่านเคยเยียบ ‘คันเร่งชีวิต’ ของท่านให้จมมิดสักครั้งไหม?

.

ถ้าคำตอบคือ ….ไม่!

ก็อยากจะถามอีกครั้งหนึ่งว่า….ทำไม?

.

เพราะ การเยียบคันเร่งรถยนต์ให้มิดนั้น

อาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

.

แต่การเยียบคันเร่งชีวิตนั้น นอกจากจะไม่อันตรายแล้ว

ยังกลับจะทำให้ชีวิตของท่านดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มิใช่หรือ?

.

แล้วทำไมเราจึงไม่ลองเยียบคันเร่งชีวิตให้มิดดูสักครั้ง

เพื่อพิสูจน์ว่า…

ขีดสุดของความสามารถ ของคุณนั้นมันอยู่ตรงไหน?

.

หรือถ้าคุณจะทำอะไรแบบสุดๆแล้ว ผลลัพธ์มันเป็นอย่างไร?

.

ไม่มีอะไรที่อันตรายเลยจริงๆ ทั้งหมดอยู่ที่ใจของท่านเท่านั้นว่า

กล้าพอ และพร้อมที่จะสุดๆกับชีวิตหรือไม่?

.

ผมท้าคุณ!

……………………………………………………………………………

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

กบผู้ไม่ยอมแพ้

…………………………………………………………………………………..

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

มีกบหลายตัว…ตกลงไปในบ่อลึก…ที่ชาวบ้านขุดไว้ดักสัตว์

.

พวกมันพากันกระโดด… เพื่อพยายามขึ้นมาจากบ่อนั้นให้ได้

แต่สำหรับพวกมันแล้ว…บ่อแห่งนั้นมันลึกมาก…

.

ดังนั้น…จึงยังไม่เคยมีกบตัวใด…สามารถขึ้นมาได้

พวกเพื่อนๆของมันที่อยู่ด้านบน… ต่างก็มาเฝ้าดูที่ขอบบ่อ

แรกๆเพื่อนๆของมันก็ต่างตะโกนเชียร์เสียดังระงมไปทั่ว

แต่ก็ยังไม่มีกบตัวใด กระโดดขึ้นมาได้สำเร็จ

.

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า… เสียงเชียร์ก็เริ่มเงียบหายไป

แล้วเปลี่ยนเป็น…เสียงที่บอกว่า…

.

“หยุดเถิดเพื่อนเอ๋ย… ถึงพวกเจ้าจะกระโดดต่อไปก็คงจะไร้ความหมาย…

เพราะบ่อแห่งนี้ลึกเกินไปกว่าที่จะกระโดดขึ้นมาได้ พวกเจ้าควรเก็บแรงเอาไว้จะดีกว่า…”

.

กบที่อยู่ข้างล่าง…จึงเริ่มละความพยายามที่จะกระโดดขึ้นไป

ทีละตัว…ทีละตัว…

จนในที่สุด…ก็เหลือ กบเพียงตัวเดียว ที่ยังคง…ตั้งหน้าตั้งตากระโดดต่อไป

โดยไม่ฟังเสียงเพื่อนของมัน…ทั้งที่อยู่ด้านบน และที่อยู่ล่างด้วยกัน

ที่ต่างก็พยายามร้องบอกให้มัน… หยุดกระโดดได้แล้ว…

.

แต่มันก็ยังไม่ยอมหยุดกระโดด

เพื่อนๆของมันต่างพากันหัวเราะอย่างขบขัน… แล้วกล่าวว่า…

.

“กบตัวนี้คงจะบ้าไปแล้ว… กระโดดให้เสียแรงไปเปล่าๆ

บ่อแห่งนี้ลึกเกินไป…คงไม่มีใครกระโดดขึ้นไปได้หรอก”

.

กาลเวลาผ่านไป… ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

กบตัวดังกล่าว สามารถกระโดดขึ้นมาจากบ่อได้สำเร็จ

.

เพื่อนๆที่อยู่ด้านบน… ต่างก็รู้สึกแปลกใจ

และพากันมาแสดงความยินดี พร้อมกับถามว่า…

“ทำไมเจ้าจึงยังคงกระโดดต่อจนสำเร็จล่ะ?

ทั้งๆที่กบตัวอื่นๆต่างหยุดและยอมแพ้ไปหมดแล้ว”

.

กบตัวเก่งตัวนั้น…หันมายิ้ม แล้วแสดงท่าทางเพื่อบอกว่า…

“พวกมึงถามอะไร…. กูไม่เข้าใจ… กูหูหนวก”

…………………………………………………………………………………………………………………….

อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุด… ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมพ่ายแพ้ ก็คือ… คำพูดของคนอื่น

คำพูด… ที่บอกให้เรา ยอมแพ้

คำพูด… ที่บอกให้เรา หยุด

คำพูด… ที่บอกว่า เราทำไม่ได้

คำพูด… ที่บอกกับเราว่า มันเป็นไปไม่ได้

.

ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังคำพูดเหล่านี้

ก็มักจะเชื่อถือ และทำตามคำพูดนั้นๆ

พวกเขาจึง หยุดคิด หยุดฝัน หยุดความปรารถนาของตัวเอง

แล้วปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม

รอคอยโอกาสดีๆที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่

.

ดังนั้น หากเราปรารถนาความสำเร็จแล้ว…

เราคงต้องทำเหมือนเป็น “กบหูหนวก” ตัวนี้บ้างแล้วนะครับ

.

ส่ง…ความสุขมาให้ครับ

…………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

Older Posts »