Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for เมษายน, 2011

ไม่มีใครใส่รองเท้า

……………………………………………………………………

.

บริษัทผลิตรองเท้าที่มีชื่อเสียงมากบริษัทหนึ่ง ที่ประชุมของฝ่ายบริหารได้กำหนดนโยบาย

ให้ทำการสำรวจและพิจารณาว่า บริษัทจะเปิดตลาดใน ทวีปแอฟริกา ดีหรือไม่

.

ดังนั้น บริษัทจึงได้ส่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คนหนึ่ง ไปยังแอฟริกา

เพื่อทำการศึกษาศักยภาพของตลาด ซึ่งเมื่อเขาไปถึงแอฟริกา เขาพบว่า…

ชาวแอฟริกันส่วนใหญ่ เดินเท้าเปล่า พวกเขาเหล่านั้นไม่สวมรองเท้ากัน

.

เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลับไปถึงอเมริกา จึงได้จัดทำรายงานให้กับบริษัทว่า

“ที่แอฟริกานั้น คนส่วนใหญ่ ไม่ใส่รองเท้า

ความต้องการ (Demand) น้อยเกินกว่าที่จะทำตลาดได้

 เป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจ ไม่ควรลงทุนเปิดตลาดที่แอฟริกาในเวลานี้”

.

แต่เนื่องจากฝ่ายบริหาร ต้องการพิจารณาเรื่องการเปิดตลาดแอฟริกานี้อย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ

จึงได้ส่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย มือหนึ่งไปที่แอฟริการ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา

ทันทีที่ ผู้จัดการฝ่ายขายไปถึง แอฟริกา ก็รีบโทรศัพท์กลับมายังสำนักงานใหญ่เื่พื่อรายงานว่า…

.

“ที่แอฟริกานั้น ยังไม่ค่อยมีใครใส่รองเท้ากันเลย

จึงเป็นตลาดที่ใหญ่และน่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้

หากบริษัทของเรา ทำให้คนแอฟริกันเห็นความสำคัญของการใส่รองเท้าได้ล่ะก็

บริษัทของเราก็จะเป็นผู้นำในตลาดขนาดใหญ่นี้ได้สำเร็จ

เห็นควรให้ เร่งดำเนินการขยายตลาดทันที ก่อนที่บริษัทอื่นจะชิงตลาดนี้ไป”

.

จงมองหาโอกาสดีๆที่ซ่อนอยู่หลังดวงตาของเราเอง

.

จากเรื่องข้างต้นนี้ เราจะเห็นได้ว่า ณ ที่แห่งเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน

แต่สิ่งที่ “ผู้จัดการฝ่ายการตลาด” กับ “ผู้ัจัดการฝ่ายขาย” มองเห็นนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซึ่งทั้งสองคนต่างก็มีเหตุผลที่มีน้ำหนักสนับสนุน

.

เพราะถ้าเรามองในด้านของ Demand และ Supply แล้ว

ก็น่าจะเป็นไปตามที่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอก

.

แต่ถ้าเรามองในด้านของ “โอกาสทางการตลาด” แล้ว

เราก็จะเห็นว่าความเห็นของ ผู้จัดการฝ่ายขาย นั้นน่าสนใจมากทีเดียว

.

ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพราะทั้งหมดนั้นคือ ความคิด ความเห็น เท่านั้น

.

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ “มุมมองที่แตกต่าง” ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ นั่นเอง

ดังนั้น จงอย่าด่วนตัดสินใจ จนกว่า…

จะได้มองหาโอกาสดีๆ ที่อาจจะถูกบดบังอยู่หลังดวงตาของเราเอง ทุกครั้งนะครับ

…………………………………………………………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Advertisements

Read Full Post »

จะมัวแต่แก้ปัญหา หรือจะมองหาวิธีทำให้สำเร็จ

…………………………………………………………………………….

เรื่องที่ 1
.

อเมริกาได้ส่งนักบินขึ้นไปในอวกาศ แต่แล้วก็พบกับปัญหาว่า…

ปากกาเขียนไม่ออก


นักวิทยาศาสตร์อเมริกาจึงระดมสมองกัน

เพื่อประดิษฐ์ ปากกา ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

.

เขาต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลาไปหลายปี

จนในที่สุดอเมริกาก็สามารถค้นคิด

ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว หรือแม้ใต้น้ำก็เขียนได้สำเร็จ

ซึ่งอเมริกาถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

.
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย จัดการกับปัญหาเดียวกันนี้
โดยการใช้ ดินสอ เขียนแทน ปากกา เท่านั้นเอง

.
*******************************

.

เรื่องที่ 2
โรงงานผลิตสบู่ในประเทศญี่ปุ่น ประสบกับปัญหาร้องเรียนจากลูกค้าว่า

สบู่ที่ลูกค้าซื้อไปนั้น บางกล่องไม่มีสบู่ เป็นเพียงกล่องเปล่าๆ

.

ทางโรงงานจึงตัดสินใจด้วยการ ติดตั้งเครื่อง X-Ray

เพื่อทำการตรวจสอบกล่องสบู่แต่ละกล่อง

และจ้างพนักงานจำนวนหนึ่งมาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้

หากพบว่ากล่องใดเป็นกล่องเปล่า ก็จะทำการคัดออกมาก่อนการออกจำหน่าย

โดยต้องใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน เพื่อแก้ปัญหานี้

.

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงหนึ่งที่ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมลงบนสายพานของการผลิตสบู่

ซึ่งถ้าเป็นกล่องเปล่าไม่มีน้ำหนัก ลมก็จะพัดกล่องเปล่านั้นปลิวออกไป

ใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

.

******************************

.

จงมองหาวิธีการที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ

มากกว่าการมองหาวิธีการแก้ปัญหา

………………………………………………………………………………………

.

อ่าน แล้ว คิด ก็จะเห็นว่า…

.

นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย

มองหาวิธีการเขียนหนังสือ ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง

เขาจึง พบว่าดินสอสามารถเขียนในสภาพนั้นได้

.

ส่วนนักวิทยาศาสตร์อเมริกา

มองหาวิธีการแก้ปัญหาปากกาเขียนไม่ออกในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง

เขาจึงมัวแต่ค้นคิดหาวิธีการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

จนลืมมองหาสิ่งที่จะใช้ทดแทนปากกาได้

.

และในเรื่องโรงงานผลิตสบู่นั้น

โรงงานที่สอง

มองหาวิธีการว่า ทำอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่า มีสบู่อยู่ในกล่องทุกๆกล่อง

เขาจึงได้นำเอาพัดลมมาเป่า “กล่องที่ไม่มีสบู่” ทิ้งไป

.

ส่วนโรงงานแรกนั้น

มองหาวิธีการแก้ปัญหา  “กล่องเปล่า”

จึงทำให้พวกเขาต้องค้นคิดหาวิธีการตรวจสอบสบู่ทุกๆก้อน

ว่ามีสบู่อยู่หรือไม่ และไม่ได้มองถึงวิธีการอื่นที่ง่ายกว่า

.

ดังนั้น หากมีปัญหาหรือสถานการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา

ขอจงให้ความสนใจไปที่ วิธีการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

มากกว่า วิธีการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

.

บางที…ความจริงที่เราค้นพบก็อาจจะเป็นได้ว่า

มันไม่มีปัญหาอยู่เลยก็ได้

……………………………………………………………………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์


Read Full Post »

เพชรน้ำงาม หรือ ก้อนกรวดไร้ค่า

……………………………………………………………………………………………………………..

.

“หิน” คือ “หิน” อย่างไร ก็เป็น “หิน”

หวังปั้น “ดิน” ให้เป็น “ดาว” นั้นอย่าหมาย

จักเปลี่ยน “พลอย” ให้เป็น “เพชร” ได้เช่นไร

เขาเป็นได้ เท่าที่เป็น เช่นนั้นเอง


.

.

ข้อคิดในการ…สร้างตัวแทน

วันนี้…ถ้าท่านปรารถนาที่จะมี…

“เพรชน้ำงาม” ไว้ครอบครอง

ขอจงระลึกไว้ว่า…ท่านต้องทำหน้าที่

ร่อนหา “ก้อนเพชร” ที่ปนอยู่กับก้อนหินอื่นๆ

ท่านต้องใช้ “ตะแกรง” ตักขึ้นมาทั้งกรวดหินดินทราย

แล้วใช้ “สายตาและประสบการณ์” ของท่านพิจารณาดูว่า…

หินก้อนใดที่น่าจะมีราคา หินก้อนใดน่าจะไร้ค่า

แล้วเลือกหยิบขึ้นมาแต่ หินที่ท่านคิดว่าน่าจะมีราคาเท่านั้น

จากนั้นนำมันขึ้นมาพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้งว่า…

มันเป็นอย่างที่ท่านคิดหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่…

เห็นว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียง “ก้อนหิน”

ก็โยนมันทิ้งไปซะ!

แต่ถ้าใช่…

แม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียง “พลอย” หรือเป็น “เพชร” ล้ำค่า

ท่านก็จงนำมันมา “เจียรไนย”

ทำให้มันกลายเป็น เพชร พลอย ที่สวยงาม ฉายแสงวาววับ

ท่านไม่อาจจะเปลี่ยน “หิน” ให้กลายเป็น “พลอย”

ท่านไม่อาจจะเปลี่ยน “พลอย” ให้กลายเป็น “เพชร”

มันจะ “มีราคา” หรือ “ไร้ค่า” ก็ด้วยตัวของมันเอง

ท่านทำให้มันเป็นอื่นไปไม่ได้…มันเป็นอย่างที่มันเป็น

เพียงแต่ท่านสามารถทำให้มัน…มีคุณค่ายิ่งขึ้นได้

ทั้งนี้ก็เพราะ…

ฝีมือการเจียรไนยของท่านนั่นเอง


…………………………………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

อีกแค่ 3 ฟุต ก็จะพบทองคำ

………………………………………………………………………………………………….

ในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา 

ลุง ของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็เป็นโรคตื่นทองกับไปเขาเหมือนกัน ลุงของเขาได้ร่วมเดินทาง
ไปทางฝั่งตะวันตกของโคโลราโด เพื่อไปขุดหาทองคำ
ด้วยความหวังว่าจะได้มีโอกาสพบกับความร่ำรวย
แล้วลุงของเขา ก็ไปขอสิทธิ์ในการขุดทองคำ จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปทำงานขุดและร่อนทอง
.
หลังจากทำงานได้หลายสัปดาห์ เขาก็พบกับทองคำ สมดังตั้งใจไว้
ลุงของดาร์บี้ จึงรีบปิดเหมืองทองเล็กๆ ของเขาโดยไม่บอกให้ใครรู้
และกลับไปบ้านเกิดที่วิลเลียมเบิร์ก รัฐแมรีแลนด์
เพื่อบอกกับญาติและเพื่อนบ้านบางคนถึงการค้นพบทองคำของเขา
.
จากนั้น พวกเขาก็ได้รวบรวมเงินกัน เพื่อสร้างเหมืองขุดเจาะทองคำ
และตัวของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ เองก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับลุงของเขาด้วย
ทั้งพวกของลุงและ ดาร์บี้ รีบกลับไปที่เหมืองเพื่อขุดหาทองคำต่อทันที
.
เขาพบสายแร่ทองคำในหลุมแรกที่พวกเขาขุด
ซึ่งเพียงทองคำที่เขาขุดได้ในหลุมแรกนั้น ก็ได้พิสูจน์ว่า
พวกเขาเป็นหนึ่งใน เจ้าของเหมืองทองคำที่รวยที่สุดในโคโลราโด
.
และถ้าเขาเจอสายแร่ทองคำอีกสักสองสามหลุม แล้วล่ะก็
นอกจากจะล้างหนี้สินได้ทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็จะร่ำรวยมหาศาลทีเดียว
ยิ่งพวกเขาขุดลึกลงไป ความหวังของ ดาร์บี้และลุงของเขายิ่งมากขึ้นเท่านั้น
.
แต่แล้วมันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดคิดไว้
เพราะแม้ว่าพวกเขาจะขุดลึกเข้าไปสักแค่ไหน
.
มันกลับไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกเลย
.
แม้กระนั้น พวกเขาก็ยังคงพยายามขุดต่อไปอีก
แต่…มันก็ยังคงมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกแล้ว
 .
แล้วในที่สุดพวกเขาตัดสินใจที่จะหยุด
.
พวกเขาได้ตัดสินใจขายเหมืองทองคำนั้นต่อให้
พ่อค้าซื้อขายของเก่าคนหนึ่ง ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์
แล้วพากันนั่งรถไฟกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง
.
แต่ พ่อค้าซื้อของเก่าคนนั้น ได้นำเรื่องเหมืองทองที่เขาซื้อมานี้
ไปปรึกษากับ วิศวกรเหมืองทองคำ ซึ่งเมื่อวิศวกรทำการตรวจสอบแล้วพบว่า
“ที่ีโครงการนี้ล้มเหลวไปก่อนก็เพราะ
เจ้าของเหมืองไม่คุ้นเคยกับเส้นทางของสายแร่ทองคำ
และจากการคำนวณ วิศวกรบอกว่า
สายแร่ทองคำอยู่ห่างออกไป จากจุดที่ดาร์บี้หยุดขุด แค่ 3 ฟุต  เื้่ท่านั้น”
.
เหมืองแร่ทองคำนั้น ได้ทำเงินให้พ่อค้าคนนั้นนับล้านดอลลาร์
เพียงเพราะเขารู้ว่า
ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะล้มเลิกความตั้งใจ

.

หลังจากนั้น ดาร์บี้ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินทุนกลับคืนมา
เขาค้นพบว่า ปณิธานสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้
และการเข้าสู่ธุรกิจขายประกันชีวิต ของเขาทำให้เขาได้ค้นพบตนเอง
.
เพราะเขาเคยสูญเสียโชคลาภไป เพียงเพราะว่า
เขาหยุดไปเสียก่อน จะถึงสายแร่ทองคำเพียง 3 ฟุต เท่านั้นเอง
.
ดาร์บี้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในงานใหม่ของเขา และเขาพูดเสมอว่า
“ผมเคยหยุดขุดทั้งๆ ที่อีก 3 ฟุต ก็จะถึงทองคำ
ดังนั้น เมื่อผมขายประกัน ผมจะไม่ยอมหยุดขาย เพียงเพราะลูกค้าตอบว่า ‘ไม่’
.
ดาร์บี้ได้กลายเป็นหนึ่งในนักขายไม่กี่คนที่ทำยอดขายประกันชีวิตได้
มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ต่อปี
เขายึดมั่นต่อบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการล้มเลิกกลางคันในการทำธุรกิจเหมืองทองคำ
.
แล้ว ดาร์บี้ ก็กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนึ่งของอเมริกา
.
……………………………………………………………………………………………
.
หากไม่ล้มเลิกไปก่อน…ก็จะไม่มีวันพบคำว่าล้มเหลว
……………………………………………………………………………………………………………
.
ไม่ว่าคุณกำลังไล่ล่าความฝันอะไรของคุณอยู่ในขณะนี้
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา ที่ไล่ล่าปริญญาบัตร
หรือ คุณจะเป็นคนๆหนึ่ง ที่กำลังวิ่งล่าหางานทำอยู่
หรือ คุณจะเป็นนักขาย ที่เผชิญกับอุปสรรค์ขวากหนามมากมาย
.
ขอจงยืนหยัด ทำต่อไป อย่าท้อถอยโดยเด็ดขาด
ถึงแม้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่า อีกนานเพียงใด จึงจะพบกับความสำเร็จ
แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า…
สำหรับผู้ที่ไม่ยอมเลิกลาแล้ว พวกเขาก็จะพบกับความสำเร็จเสมอ
.
และทุกครั้งที่อยากจะเลิกล้มความตั้งใจ ก็ขอให้นึกถึงเรื่องของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ไว้
อย่างน้อยก่อนจะเลิกลาไปจริงๆ ลองถาม “วิศวกร” ในงานของคุณดูก่อนว่า
ควรจะล้มเลิกได้แล้ว หรือ ควรจะทำมันต่อไป
.
เพราะ สายแร่ทองคำของความสำเร็จ อาจจะอยู่ห่างจากเราแค่เพียง 3 ฟุต ก็ได้
.
สู้ต่อไปนะครับ
………………………………………………………………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

Read Full Post »

หลายๆท่านคงจะเคยโดนเหมือนผม วันดีคืนดีก็มี จดหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งมาหาที่บ้าน

ตอนแรกก็ตกใจมากครับ เมื่อเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นจดหมายเรียกให้ไปเสียค่าปรับขับรถเร็ว

ในจดหมายมีภาพถ่ายยืนยันเป็นรูปรถยนต์ของเรา เห็นป้ายทะเบียนชัดเจน

ต้องไปเสียค่าปรับ 400-500 บาท

ผมต้องเดินทางต่างจังหวัดเป็นประจำ จึงโดนประจำเหมือนกัน มีอยู่ 2 รูปแบบครับ

แบบที่ 1 ใช้กล้องตรวจจับความเร็ว แล้ว ตั้งด่านจับปรับเดี๋ยวนั้นเลย

แบบที่ 2 ใช้กล้องตรวจจับความเร็ว ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แล้วส่งจดหมายมาปรับทีหลัง

แบบแรกผมโดนบ่อยๆครับ ค่าปรับจะอยู่ที่ 200-400 บาท แล้วแต่ความกรุณาของท่าน

แบบที่สองนี้ผมโดนมา 2 ครั้ง ติดๆ กันเลย

ครั้งแรกที่ ถนนพหลโยธิน ช่วงก่อนถึง จังหวัดสระบุรี 400 บาท

ส่วนครั้งที่ 2 โดนที่ถนนสระบุรี-เพชรบูรณ์ ช่วงก่อนถึง อ.ชัยบาดาล คราวนี้ 500 บาท

ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงแพงขึ้น หรือเพราะทำผิดซ้ำสองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ

.

จากนั้น ผมก็จะคอยสังเกตดูว่า มีกล้องตำรวจอยู่ตรงไหนบ้าง

ส่วนใหญ่ที่สังเกตพบ เป็นกล้องที่มีคนนั่งคุมอยู่ด้วยครับ

เป็นตำรวจหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจเพราะ เห็นว่าเป็นนอกเครื่องแบบเสมอ

ดังนั้น กล้องจึงมักจะตั้งอยู่บริเวณใต้สะพานลอย ครับ

ทั้งนี้คิดว่าคงจะเป็นเพราะใช้สะพานเป็นร่มกันแดดกันฝนได้ด้วยมั้งครับ

และถ้าคนนั้นถือวิทยุ ว. อยู่ด้วย แสดงว่า เดี๋ยวเราจะต้องเจอด่านตรวจจับข้างหน้า

แต่ถ้าไม่มี แสดงว่าเดี๋ยวรอรับจดหมายเอาทีหลัง

.

ลองดูหน้าตาของมันนะครับว่า เป็นอย่างไร

.

พอดีเพื่อนส่งข้อมูลมาให้ จึงอยากจะเอามาลงไว้ให้ได้ระวังไว้บ้าง

จะได้เก็บเงินไว้ซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่าครับ

.

จุดหลักๆที่ชอบตั้งด่านตรวจจับกัน  ติดรถไว้เผื่อมีประโยชน์กับคนใช้รถนะครับ
 จุดที่-บริเวณ          พิกัด GPS
1 ทางหลวง 4 (สิชล 1) ขาขึ้น    N8.95962 E99.89500
2 ทางหลวง 4 (สิชล 2) ขาขึ้น    N9.05416 E99.83947
3 ทางหลวง 4 (กาญจนดิษฐ์) ขาขึ้น    N9.15042 E99.61305
4 ทางหลวง 346 (กำแพงแสน – พนมทวน)  N14.09377 E99.72153
5 ทางหลวง 1 (คลองขลุง 2)      N16.27383 E99.68297
6 ทางหลวง 32 (หางน้ำสาคร)    N15.31261 E100.18383
7 ทางหลวง 36 (มะขามคู่)      N12.86280 E101.08066
8 ทางหลวง 4 (ประจวบคีรีขันธ์2)    N11 50.798 E99 46.921
9 ทางหลวง 304 (ท่าตูม)      N13 54.158 E101 37.005
10 ทางหลวง 35 (ยี่สาร)      N13 21.176 E99 54.814
11 ทางหลวง 36 (เขาไม้แก้ว 2)    N12.90837 E101.02976
12 ทางหลวง 2 (สีคิ้ว2)      N14.86422 E101.70474
13 ทางหลวง 2 (สีคิ้ว3)      N14.86119 E101.69302
14 สนามบินสุวรรณภูมิ 1      N13.65548 E10
0.75536
15 สนามบินสุวรรณภูมิ 2      N13.68153 E100.76222
16 ทางหลวง 3315 (บางตีนเป็ด)    N13 39.551 E101 04.057
17 ทางหลวง 4 (ชุมพร 3)      N10 20.912 E99 06.732
18 ทางหลวง 354 (เนินผาสุข)    N13 46.256 E102 03.633
19 ทางด่วนมอเตอร์เวย์ (พานทอง)    N13 19.443 E101 00.865
20 ทางหลวง 12 (หนองเรือ)      N16 29.045 E102 34.104
21 ทางหลวง 2 (ปากช่อง 4)      N14 40.428 E101 27.332
22 ทางหลวง 4 (ประจวบคีรีขันธ์ 3)    N11 43.555 E99 43.670
23 ทางหลวง 2 (อุดรธานี 2)      N17.21228 E102.92117
24 ทางหลวง 2 (อุดรธานี 3)      N17.31812 E102.84720
25 ทางหลวง 36 (ระยอง)      N12.71886 E101.22478
26 ทางหลวง 4 (เพรชบุรี)      N13.12059 E99.89596
27 ทางหลวง 4 (รัตภูมิ)      N7.18478 E100.23542
28 ทางหลวง 3 (จันทบุรี)      N12.66442 E102.11223
29 ทางหลวง 35 (สมุทรสงคราม)    N13.39939 E100.00716

การทำงานของเครื่องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์นี้

สามารถใช้งานได้ทั้งระบบควบคุมเองและระบบอัตโนมัติ

โดยเมื่อรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดผ่านจุดตรวจ กล้องก็จะทำการถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ

จากนั้นความเร็วและภาพรถ จะถูกส่งมาจัดเก็บและแสดงที่ชุดประมวลผล

พร้อมแสดง วัน เดือน ปี เวลา สถานที่ จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายังศูนย์อำนวยการตำรวจทางหลวง

เพื่อที่จะตรวจสอบทะเบียนรถ และ ออกใบสั่งส่งไปยังที่อยู่ของผู้ครอบครองรถตามทะเบียน ต่อไป

และหากผู้ได้รับใบสั่งไม่ไปชำระค่าปรับภายในเวลา 7 วัน กองบังคับการตำรวจทางหลวง

จะส่งข้อมูลไปยังกรมการขนส่งเพื่ออายัดการต่อทะเบียนรถด้วย

เส้นทางที่ตั้งกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัตินี้ มีอยู่หลายจุดทั่วประเทศ ได้แก่

1. เส้นทางสายพหลโยธิน    ช่วงรังสิต ถึง สระบุรี 2 จุด

2. เส้นทางสายมิตรภาพ    ระหว่าง สระบุรี ถึง นครราชสีมา 2 จุด

จุดตั้งกล้อง จะอยู่ถนนมิตรภาพขาขึ้นไป นครราชสีมา ช่วงเลยทางแยกเข้า ปากช่อง ใต้ถนนต่างระดับ ครับ

VDO 1 ถ่ายจากถนนมิตรภาพขาขึ้นไป นครราชสีมา

VDO 2 ถ่ายจากถนนมิตรภาพขาล่องกลับ กทม.


3. เส้นทางสายมิตรภาพ    ระหว่าง นครราชสีมา ถึง ขอนแก่น 2 จุด

4. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง อยุธยา ถึง นครสวรรค์ 1 จุด

5. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง นครสวรรค์ ถึง ตาก 1 จุด

6. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง ตาก ถึง เชียงใหม่ 1 จุด

7. เส้นทางสายกรุงเทพ    นครปฐม วังมะนาว 1 จุด

8. เส้นทางสายกรุงเทพ    วังมะนาว 1 จุด

9. เส้นทางสายวังมะนาว    ถึง หัวหิน 1 จุด

10. เส้นทางสายเพชรเกษม    ( เลี่ยงเมือง ) ชะอำ ถึง ปราณบุรี 1 จุด

11. เส้นทางสายเพชรเกษม    ประจวบคีรีขันธ์ ถึง ชุมพร 1 จุด

12. เส้นทางสายเพชรเกษม    ชุมพรถึง สุราษฎร์ธานี 1 จุด

13. เส้นทางสายบางนา – ตราด  ระหว่าง กรุงเทพ ถึง บางปะกง 1 จุด

14. เส้นทางสายสุขุมวิท    ร ะหว่าง ชลบุรี ถึง พัทยา 1 จุด

15. เส้นทางสายมอเตอร์เวย์  ชลบุรี ถึง ระยอง 2 จุด

16. และเส้นทางสายสุขุมวิท  ระหว่าง ระยอง ถึง จันทบุรี 1 จุด

.

ซึ่งตำรวจทางหลวงจะทำการสุ่มเปลี่ยนจุดตรวจทุกครั้ง ที่มีการติดตั้งด้วย

หลังจากตำรวจทางหลวง ได้จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์ จำนวน 45 ชุด

แจกจ่ายให้กับสถานีตำรวจทางหลวงกองกำกับการ

และกองบังคับการตำรวจทางหลวงทั่วประเทศได้ใช้ติดตั้ง เพื่อปรามบรรดาตีนผีเหล่านี้

โดยข้อมูลจากหน่วยตรวจจับความเร็วไฮเทค ทั่วประเทศที่ถูกส่งมายังศูนย์อำนวยการตำรวจทางหลวง

พบว่าเพียงแค่ 3 เดือนแรกที่มีการติดตั้ง

เครื่องก็ได้จ่ายใบสั่งให้ผู้ที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปแล้วจำนวนมากถึง 42,304 ราย

ซึ่งจะนำไปสู่การปรามผู้ขับรถเร็วได้ในอนาคต

โดยตำรวจทางหลวงยังได้มีแผนที่จะติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็ว เพิ่มอีก 45 ชุด

เพื่อให้แต่ละหน่วยงานมี 2 ชุดคลอบคลุมพื้นที่การใช้งานในอนาคตด้วย

หลักฐานที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของเครื่องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ

คือ ใบสั่งที่ส่งให้ทางไปรษณีย์

.

ตำรวจเขาบอกว่า…

พื่อเป็นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ควรขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด

บนทางหลวง ในเขตเทศบาล 

รถเก๋งหรือรถปิกอัพ ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 60 กม./ชม.

บนทางหลวง นอกเขตเทศบาล 

ให้รถเก๋งหรือปิกอัพ ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 80 กม./ชม.

บนมอเตอร์เวย์ 

รถเก๋งหรือปิกอัพ ไม่เกิน 120 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 100 กม./ชม.  

.

อยากรู้จริงว่า ตำรวจและครอบครัวตำรวจเอง

นอกเวลาราชการแล้ว ขับรถด้วยความเร็วที่อ้างนี้หรือเปล่า?

อีกอย่างหนึ่งก็คือ…

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนที่ถ่ายภาพนั้น เราขับรถด้วยความเร็วเท่าไหร่

เพราะในใบแจ้งทั้ง 2 ใบ ที่ผมได้รับ กับ ที่เพื่อนผมได้รับอีก 2 ใบ

ทั้ง 4 ใบ แจ้งว่า วิ่งด้วยความเร็ว 127 กม.ต่อชั่วโมง เหมือนกัน (อะไรจะปานนั้น)

ถ้าสงสัยแล้วผมจะไปเถียงใครไดั….หรือนี่คือการปล้น? คงไม่ใช่มั๊ง?

.

ข่าวล่าสุด!!!! 1 สิงหาคม 2554

28 ก.ค.เริ่มใช้กล้องตรวจจับความเร็วแบบใหม่

 .

.

วันนี้ (28 ก.ค.) กองบังคับการตำรวจจราจรเตรียมนำกล้องกล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่มาใช้แทนที่อุปกรณ์เดิม

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเปิดเผยว่า กองบังคับการตำรวจจราจรเตรียมนำกล้องกล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่ ที่สามารถตรวจจับความเร็วด้วยภาพเคลื่อนไหว มาใช้แทนที่อุปกรณ์เดิมที่บันทึกได้แต่ภาพนิ่ง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการกวดขันผู้ที่ชอบขับขี่รถเกินกว่ากฎหมายกำหนด ป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถตรวจวัดความเร็วรถได้ในระยะไกลประมาณ 2 กิโลเมตร และสามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ชัด ซึ่งตำรวจจะใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบแข่งในเวลากลางคืนด้วย

กล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่ มีชื่อว่า Speed Enforcement Digital Video Laser เป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพในการตรวจจับความเร็วบนท้องถนน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความเร็วในเขตเมืองเกินกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าขับขี่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกล้องชนิดนี้จะพิเศษกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยใช้ โดยสามารถตรวจจับความเร็วแล้วบันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหว ต่างจากของเดิมที่บันทึกได้แค่ภาพนิ่ง วิธีการทำงานแค่โฟกัสหรือจับภาพไปที่รถที่ต้องการจะตรวจสอบ ในหน้าจอของกล้องจะปรากฎจำนวนความเร็วต่อชั่วโมงให้ทราบทันที โดยกล้องตัวนี้สามารถจับภาพของรถต้องสงสัยได้ไกล 1.8 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระบบจีพีเอส ทำให้ทราบว่าในระยะ 1.8 กิโลเมตรก่อนถึงจุดที่กล้องตั้งอยู่ รถคันไหนใช้ความเร็วเท่าไหร่ ทำให้ตำรวจมีหลักฐานในจับกุมผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะบันทึกวันเวลาและสถานที่ที่มีการกระทำผิดได้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในกรณีที่ต้องการออกใบสั่งส่งไปทางบ้านเหมือนกรณีขับขี่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และกล้องนี้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้อย่างชัดเจน เพราะมีความละเอียด 4 ล้านพิเซล ซึ่งตำรวจเตรียมนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาหลักฐานเอาการเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นชอบซิ่งแข่งรถด้วย

พลตำรวจตรีภาณุ บอกว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุอันดับ 1 เกิดจากการใช้ความเร็วสูง ซึ่งตามกฏหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 80 กม/ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติจริง ตำรวจจะตั้งกล้องตรวจจับเผื่อไว้ที่ความเร็ว 110 กม/ชั่วโมง โดยแต่ละท้องที่ จะเปลี่ยนจุดในการตั้งกล้อง ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดในข้อหาขับรถโดยใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะมี โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งคาดว่าการนำกล้องดังกล่าวมาใช้ จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วลงได้

ทั้งนี้ กล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่นี้ สั่งซื้อมาทั้งหมด 16 ตัว ใช้งบประมาณของกองบังคับการตำรวจจราจรจำนวน 14.7 ล้านบาท โดยจะนำร่องใช้ในการตรวจจับบนเส้นทางที่มักมีผู้ขับขี่รถด้วยความเร็วสูงตั้งแต่วันนี้ (28 ก.ค.) เป็นต้นไป เช่น บริเวณทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 ทางยกระดับโทลเวย์ ถนนราชพฤกษ์, ถนนพระราม 2 ,ถนนเกษตร-นวมินทร์, ถนนกาญจนาภิเษก เป็นต้น

เพิ่มเติมล่าสุดครับ
111

…………………………………………………………………………………..

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน


.

Free! ผมเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ท่านสามารถเข้าไปอ่านหนังสือของผมทุกเล่มได้ที่

ลิงค์ ด้านล่าง ส่วนของ ความเห็น (Comment) ครับ

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

ใครเจริญก่อนใคร?

.

ที่ประเทศจีน

มีการขุดค้นพบซากสายโทรศัพท์ในระดับความลึก 50 เมตร

ทั่วประเทศต่างพากันเฉลิมฉลอง แสดงความดีใจ

ด้วยเชื่อว่าเมืองจีนมีโทรศัพท์ใช้แล้วเมื่อ 50 ปีก่อน

 .

ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงขุดดินบ้างให้ลึกกว่า 100 เมตร ก็พบซากสายโทรศัพท์เช่นกัน

ทั่วประเทศต่างพากันจัดงานเฉลิมฉลอง ที่ยิ่งใหญ่กว่าจีนอีก

ด้วยเชื่อว่าประเทศของตนมีโทรศัพท์ใช้แล้วเมื่อ 100 ปีก่อน

 .

ประเทศไทย ก็คิดว่าน่าจะมีบ้าง

จึงขุดดินลงไประดับความลึก 200 เมตร ปรากฏว่าไม่เจออะไร

ทั่วประเทศจึงพากันจัดงานเฉลิมฉลองยินดีที่ยิ่งใหญ่กว่าใครๆ

ด้วยเชื่อว่า…

เมืองไทยมีโทรศัพท์ไร้สายใช้แล้ว เมื่อ 200 ปีก่อน

 ………………………………………………………………………………

Read Full Post »

ลูกค้ามาก่อนเสมอ

.

ไอ้หนุ่มลูกทุ่ง หอบสังขารสุดโทรมเข้าไปในธนาคาร เขาใส่เสื้อผ้าสกปรกเก่าขาดปุปะ กลิ่นเหงื่อปนกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง แล้วเขาก็พูดกับพนักงานสาวสวยที่เคาท์เตอร์ว่า

.

“กูมาเปิดบัญชี”

“อะไรนะคะ” พนักงานธนาคารนึกว่าตัวเองหูฝาด

“ไม่ทราบว่าคุณพูดว่าอะไรนะคะ”

“ฟังดีๆนะ อีห่า กูมาเปิดบัญชีกับธนาคารมึงนี่แหละ”

.

“ขอโทษจริงๆนะคะ” สาวแบงค์อึ้ง “คุณพูดจาหยาบคายมากเลย พูดดีๆก็ได้นะคะ” แล้วเธอก็รีบลุกไปปรึกษาผู้จัดการ ผู้จัดการจึงออกมาช่วยเจรจาให้

.

“ขอโทษนะครับ คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” ผู้จัดการถามหนุ่มลูกทุ่ง

“ไม่เห็นจะมีปัญหาห่าอะไร” ไอ้หนุ่มว่า “กูแค่จะมาเปิดบัญชี แม่ง…เอ้ย โชคดีฉิบหา… ถูกหวยตั้ง 84 ล้าน ขืนไม่เอามาฝากธนาคารห่านี่ พวกเอี้ยๆ แม่งมีหวังไถกูหมดตัวแน่”

“อ้อ… เข้าใจแล้วครับ” ผู้จัดการพยักหน้าหงึกๆ

.

“อีหอกนั่นมันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวผมเปิดบัญชีให้คุณเองครับ”

……………………………………………………………………………………………………………….

Read Full Post »

Older Posts »