Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘ขายประกัน ขายง่าย ขายสนุก’ Category

เมื่อ “เจ้” ที่ผมรัก ปฏิเสธการขายประกัน

………………………………………………………………………………..

ชีวิตนักขายในช่วงแรกๆนั้นมักจะมีอาการ “เกลียดญาติ-โกรธเพื่อน”

ทั้งนี้ก็เพราะ เรามักจะไปขายประกันกับ “ญาติสนิทมิตรสหาย” ก่อน

ซึ่งคนกลุ่มนี้จัดว่าเป็นกลุ่มผู้มุ่งหวังที่ “เข้าพบง่ายแต่ขายยาก”

ทั้งนี้ก็เพราะความสนิทสนมใกล้ชิดทำให้

กล้าพูดตอบโต้กับตัวแทน กล้าปฏิเสธตรงๆ โดยไม่เกรงใจ

และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้ตัวแทนใหม่รู้สึกว่า

“ประกันนั้นขายยาก”

แล้วพาล “เกลียดญาติ” เพราะรู้สึกว่าเป็นญาติกันแท้ๆแต่ไม่ยอมช่วยเหลือกันเลย

และ “โกรธเพื่อน” เพราะเพื่อนหนอเพื่อน ไปไหนก็ไปกัน กินไหนก็กินกัน

เรียนเล่นด้วยกันมาโดยตลอด แต่พอจะให้ทำประกัน

มันก็ปฏิเสธกันเหมือนไม่มีเยื่อใย

ผมเองก็มีประสบการณ์เช่นนี้ด้วยเหมือนกันครับ

.

เรื่องมีอยู่ว่า…พอผมตัดสินใจทำงานประกันชีวิตแบบเต็มเวลา

ก็มานั่งวิเคราะห์ร่วมกับหัวหน้าว่า

ผมมีผู้มุ่งหวังคนใดบ้างที่ผมควรจะเข้าไปขายประกันในช่วงแรกๆนี้

“เจ้ติ๋ว” ก็เป็นชื่อผู้มุ่งหวังที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ

ทั้งนี้ก็เพราะ “เจ้ติ๋ว” เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับผม

เราสนิทสนมกันมากพอสมควรทีเดียวตั้งแต่ในสมัยเด็กๆ

ผมก็เป็น “น้องชายที่น่ารัก” ของแก

ส่วนแกก็เป็น “พี่สาวที่แสนจะใจดี” ของผม

.

“เจ้ติ๋ว” เป็นญาติที่รวยที่สุดของผม

เพราะแกเป็นเจ้าของโรงงานทอกระสอบ และโรงงานผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยาง

โรงงานของแกอยู่แถวๆอ้อมน้อย

ซึ่งผมกับแก ไม่ได้เจอกันมานานเป็น 10 ปี เห็นจะได้

.

เมื่อวิเคราะห์และวางแผนการขายร่วมกับหัวหน้าเสร็จ

ผมก็ยกหูโทรศัพท์โทรหา “เจ้ติ๋ว” ทันที

เสียงโทรศัพท์ติดสักครู่ก็มีเสียงรับสายจากปลายทาง

.

“ฮัลโล…สวัสดีค่ะ”

“ใช่เจ้ติ๋ว หรือเปล่าครับ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ

“อึ่ม…ใช่…ใครน่ะ?” แกถามกลับมาบ้าง

“สวัสดีเจ้ ผมต๊ะนะ” ผมรายงานตัวทันที

“ใครนะ?” ก็ยังคงนึกไม่ออก เพราะไม่ได้ติดต่อกันนานมาก

“โหเจ้ จำน้องไม่ได้แล้วหรือ ต๊ะลูกตาเจนน่ะ” ผมอธิบายขยายความมากขึ้นไปอีก

.

“อ้าว!…มึงเองหรือ…ยังไม่ตายรึไงวะ” เสียงแกอุทานด้วยความดีใจ

“ไอ้ห่าเอ๊ย!…แม่งงงไม่ได้เจอกันตั้งนาน เป็นสิบปีแล้วมั๊งนี่

กว่าจะโทรมาหากูได้…คิดถึงฉิบหา…เลยว่ะ เป็นไงบ้างวะ

เห็นว่ามึงเป็นครู…สอนอยู่ที่ไหนวะ…แล้วพ่อสบายดีไหม?”

เจ้แกยิงคำถามมาเป็นชุดยาวเหยียดทีเดียวครับ

.

“โหเจ้…ถามเยอะงี้ตอบไม่ถูกหรอก พ่อน่ะสบายดีตามประสาแกนั่นแหละ

ส่วนผมน่ะตอนนี้ลาออกจากครูแล้ว วันนี้ผมมาประชุมอยู่แถวนนทบุรีน่ะ

ตอนนี้ประชุมเสร็จแล้วละ…ว่าจะแวะเข้าไปหาเจ้ที่บ้าน แล้วนี่บ้านเจ้อยู่แถวไหนล่ะ?”

ผมดำเนินการทาบทามนัดหมายทันที แต่เจ้แกก็ยังสงสัยอยู่

.

“อ้าวเฮ้ย! ทำไมมึงถึงลาออกวะ? นานหรือยัง? แล้วนี่มึงไปทำอะไรล่ะ?”

“ก็เพิ่งจะลาออกมานี่แหละ คือตอนนี้ผมมาเป็นตัวแทนประกันชีวิตน่ะเจ้” ผมบอกเรื่องจริงแกไปตรงๆ

.

แต่เสียงจากปลายสาย “เงียบ!” ไปครู่ใหญ่

คงช๊อคที่ได้ยินคำว่าประกันชีวิตน่ะครับ ผมจึงส่งเสียงกลับไปก่อน

.

“เจ้…เจ้…เจ้ติ๋ว ยังอยู่ในสายรึเปล่า?”

ผมต้องเรียกอยู่หลายครั้งกว่าปลายสายจะตอบกับมาสั้นๆว่า

“ฮื่อ…ยังอยู่”

“เจ้…แล้วนี่บ้านเจ้อยู่ตรงไหนล่ะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปหา”

แกคงจะเริ่มตั้งสติำได้จึงพูดออกมายาวเหยียดว่า

.

“เฮ้ย!!!ไอ้ต๊ะ นี่กูบอกกับมึงตรงๆเลยนะว่า

ถ้ามึงจะมาขายประกันกูแล้วละก็ มึงไม่ต้องเข้ามาเลย…

กูน่ะเบื่อจริงๆกับไอ้พวกตัวแทนประกันนี่…แม่งงมาตื้อกูแทบทุกวัน…

เฮีย(หมายถึงสามีของแก)แกก็รำคาญเหมือนกัน

แกเคยไล่ออกจากบ้านไปหลายคนแล้ว แล้วนี่มาเป็นมึงอีก

อย่างไรกูก็ไม่ทำหรอกไอ้ประกันน่ะ กูคงไม่ตายง่ายๆหรอก

ถ้ามึงจะมาขายประกันกู มึงก็ไม่ต้องเข้ามา…

.

แกใส่มาอีกชุดใหญ่ๆเลยครับ ไงครับถ้าเป็นคุณๆรู้สึกอย่างไร

ที่ “เจ้” พี่น้องที่เคยรักกัน ปฏิเสธคล้ายสิ้นเยื่อขาดใยขนาดนี้

บางคนอาจจะรู้สึกเจ็บปวด บางคนอาจจะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

บางคนอาจจะตัดสินใจเลิกจากงานนี้ไปเลย แต่…ไม่ใช่ผม

.

เพราะถ้าเราวิเคราะห์ดูจริงๆแล้วเราจะพบว่า…

1.       เจ้ยังคงรักผม ซึ่งเป็นน้องชายของแกอยู่เช่นเดิม

เพราะแกแสดงให้เห็นว่าแกดีใจมากที่ผมโทรมาหาแก

2.       เจ้แกไม่ได้เกลียดหรือโกรธผม

เพราะผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดจนทำให้แกต้องโกรธเกลียด

3.       เจ้ไม่ยากเจอผม ทั้งนี้ก็เพราะ

ถ้าเป็นตัวแทนคนอื่นๆเท่าที่ผ่านมา แกสามารถปฏิเสธการซื้อมาได้โดยตลอด

แต่ถ้าเป็น “ผม” ซึ่งเป็นน้องชายที่แกรักมาขายประกันแกแล้วละก็

แกคงจะปฏิเสธไม่ลง แล้วแกอาจจะใจอ่อนจนต้องซื้อประกันกับผมจนได้

ทางที่ดี แกควรจะต้อง ตัดไฟเสียแต่ต้นลม คือ ห้ามไม่ให้ผมไปพบ

.

ผมจึงแกล้งเงียบเสียงไปครู่ใหญ่บ้าง จนแกต้องส่งเสียงเรียกมาว่า

“ต๊ะ…ต๊ะ…ไอ้ต๊ะ” ผมจึงตอบไปสั้นๆบ้างว่า

“ฮื่อ…” แล้วเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบาๆเศร้าๆว่า

“เจ้…เดี๋ยวนี้เจ้เกลียดน้องถึงขนาดไม่ยอมให้ไปหาแล้วหรือ”

“ไม่ช่าย…กูน่ะไม่ได้เกลียดมึงหรอก กูแค่บอกมึงว่า

ถ้ามึงจะมาขายประกันกูแล้วล่ะก็ มึงก็ไม่ต้องมา

เพราะกูไม่ชอบ” เสียงแกอ่อนลงมาบ้าง

.

“เจ้…ตกลงน้องคนนี้จะเข้าไปหาเจ้ได้ไหม” ผมส่งเสียงอ้อน

“ได้…ไอ้ห่าเอ๋ยยย มึงเป็นน้องกู มึงจะมาเมื่อไหร่ก็ได้

แต่มึงอย่ามาขายประกันก็แล้วกัน” แกยังคงย้ำไม่ให้ผมขายประกัน

.

“ตกลงวันนี้…เดี๋ยวผมเข้าไปหาเจ้ได้นะ”

“เออ…มึงจะมาก็มา เดี๋ยวไปเจอกันที่ร้านอาหารใกล้ๆบ้านเจ้ก็แล้วกัน

เดี๋ยวเจ้เลี้ยงเอง จะได้คุยกัน ไม่เจอกันตั้งนาน”

แล้วแกก็บอกชื่อร้านอาหารและเส้นทางให้ผมไปพบ

.

ผมจึงขับรถเฟียตเก่าๆของผม

ปุเรงๆไปพบแกที่ร้านอาหารตามนัดหมาย

พอได้เจอกันเราทั้งสองก็ร่วมรับประทานอาหาร

และพูดคุยถึงความหลังเก่าๆกันอย่างสนุกสนาน จนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว

ผมก็หยิบ “ใบคำขอเอาประกัน” ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

พอ “เจ้ติ๋ว” แกเห็นเท่านั้นแหละ แกก็ทำตาโตแล้วอุทานขึ้นมาว่า

.

“ไอ้เห้…ต๊ะ นี่มึงจะขายประกันกูจริงๆหรือ

กูบอกมึงแล้วนะว่าอย่ามาขายประกันกูๆ”

“เจ้…ฟังผมนะ ผมลาออกมาจากครู

ก็เพราะผมตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นตัวแทนประกันชีวิต

หัวหน้าผมเขาถามผมว่า มีใครที่จะช่วยสนับสนุนผมได้บ้าง

ผมก็นึกถึงเจ้นี่แหละเป็นคนแรก

เจ้ดีกับผมเสมอมา ผมไม่เคยขออะไรเจ้เลย

แต่ครั้งนี้ผมอยากจะขอให้เจ้ช่วยผมสักครั้ง

.

จริงๆแล้วแบบประกันที่ผมจะให้เจ้ทำนี้

มันก็เป็นแบบที่เหมือนการเก็บเงินอย่างหนึ่ง

และมีเงินคืนให้เจ้ทุกๆ 3 ปี ด้วย

เหมือนกับเจ้ ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย มาใส่ไว้ในกระเป๋าขวา เท่านั้น

ไม่ได้หายไปไหน และยังช่วยน้องคนนี้ด้วย นะเจ้นะ”

ผมอธิบายแบบประกันคร่าวๆให้เจ้ฟังและออดอ้อนอีกเล็กน้อย

.

แกเงียบไปอีกชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมาว่า

“แล้วกูต้องจ่ายเท่าไหร่ล่ะ” เสียงแกอ่อนและตอบรับผมแล้ว

.

“ทุนประกัน  1 ล้าน เจ้จะได้เงินคืนรวม 2 ล้าน

เบี้ยประกันก็ตกปีละแค่ประมาณ 80,000 บาท เองเจ้”

.

“โห…ตั้งแปดหมื่นเลยหรือ โอ๊ย! ขนาดนี้กูทำไม่ไหวหรอก

กูไม่ได้มีเงินมากมายนักหนาขนาดนั้น

เอาให้มันน้อยกว่านี้ สักปีละ 20,000 พอ”

.

“โห…เจ้ ช่วยน้องทั้งที ทำทุนประกัน 1 ล้าน เถอะนะเจ้นะ”

“งั้นเอาเป็นครึ่งเดียวพอ ก็ทำให้มึงแค่ทุน 500,000 พอ

มากกว่านี้กูก็ไม่ทำเลย มึงจะเอาไหม” แกเริ่มเสียงแข็ง

.

“ก็ได้ๆ… ห้าแสนก็ห้าแสน”

หลังจากนั้น ผมก็ดำเนินการกรอกรายละเอียดในใบคำขอเอาประกัน

และเก็บเช็คค่าเบี้ยประกันมาเกือบๆ 50,000 บาท

.

แล้วเมื่อถึงวันที่ผมนำกรมธรรม์มามอบให้กับแก

ผมก็เสนอโครงการทุนการศึกษาให้กับลูกสาวของแก 2 คน

ซึ่ง “เจ้ติ๋ว” ก็จ่ายเบี้ยประกันเพิ่มมาอีก เกือบๆ 100,000 บาท ครับ

.

ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่า

เมื่อผู้มุ่งหวังบอกว่า “อย่ามาๆๆๆ” นั้นมันหมายความว่าอย่างไร

.

……………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

การออกขายประกันครั้งแรกของผม

ผมเชื่อว่านักขายทุกคน ถ้าคิดย้อนกลับไปในวันที่ออกขายประกันครั้งแรก

ก็คงจะมีความรู้สึกคล้ายๆกับผม นั่นคือ ทั้งขำทั้งสมเพชตัวเองจริงๆครับ

เพราะหลังจากที่ผมไปฟัง “วิชาการ” (คนประกันชีวิตเขามักเรียกการประชุม

หรือการบรรยายพิเศษที่พวกเขาจัดขึ้นว่า “งานวิชาการ” ครับ)

เรื่องอาชีพตัวแทนประกันชีวิต ที่พวกเขาตั้งชื่อการประชุมเสียจนน่าสนใจว่า

“อาชีพมหัศจรรย์” ซึ่งตอนนั้นผมนึกอยู่ในใจว่า

.

“มันมหัศจรรย์ตรงไหน (วะ) ก็แค่เป็นคนขายประกันนั่นแหละ”

.

แต่ด้วยความอยากได้รายได้เพิ่ม อยากมีเงินไปแต่งงาน

ก็ทำให้ผมตั้งใจฟัง และศึกษาข้อมูลแบบประกันจากหัวหน้าเพิ่มเติม

เพื่อเตรียมออกขาย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่ได้ออกไปขายเสียที

พอหัวหน้าโทรมาสอบถามเรื่องการขายว่า เป็นอย่างไรบ้าง?

ครั้งแรกๆก็โกหกยกเมฆไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละครับ (อย่าบอกนะครับว่าเคยทำเหมือนผม)

พอหลายๆครั้งเข้าก็เริ่มกระดากใจตัวเอง เลยตัดสินใจจะออกขายประกันเป็นครั้งแรก

.

ตอนช่วงพักกลางวัน

.

ผมบอกกับเพื่อนๆครูว่าจะออกไปตลาดสักหน่อย

จากนั้นก็ตรงไปยังรถ “ฮอนด้า” คันงามของผม

(เป็นรถ “ฮอนด้าในฝัน” ของครูหนุ่มๆอย่างผมในสมัยนั้นเลยครับ

เพราะมันคือ รถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าดรีม ติดป้าย “คุรุสภา” ที่กระบังลมหน้านั่นเองครับ)

.

ผมหยิบ “แฟ้มการขาย” วางไว้ที่ตระแกรงหน้ารถ

ขึ้นนั่งคร่อมแล้วถีบคันสตาร์ทให้เครื่องยนต์สี่จังหวะเริ่มทำงาน

“บรึ่มๆๆๆๆ”

สมัยนั้นรถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าจะเป็นเครื่องยนต์สี่จังหวะ

ส่วนยี่ห้ออื่นๆจะเป็นเครื่องยนต์สองจังหวะครับ

.

ผมขับเจ้ามอเตอร์ไซด์คู่ชีพ ออกจากโรงเรียนมุ่งสู่

ตลาดนิคม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

เป้าหมายคือ ร้านขายข้าวสารแห่งหนึ่ง

ซึ่งเป็นร้านของผู้ปกครองเด็กที่ผมสอนอยู่

เพื่อนำเสนอประกันชีวิตให้เป็นทุนการศึกษานั่นเอง

ทั้งนี้ก็เพราะผมวิเคราะห์ดูแล้วว่า

.

1.      คนๆนี้มีเงินเพียงพอที่จะซื้อประกันได้แน่นอน

2.      ผมกับเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (ผมเป็นครูของลูกชายเขา)

3.      สุขภาพทั้งของเขาและของลูกชายดีทั้งคู่

4.      เขารักลูกชายคนเดียวของเขามาก

5.      และที่สำคัญคือ สามารถพบเขาได้ไม่ยาก

.

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ตอนผมจับรถมอเตอร์ไซค์ขับออกมาแรกๆนั้น

มันเป็นไปด้วยความกระตือรือร้น และตั้งใจมั่นว่าจะไปขายประกัน

แต่พอใกล้ร้านซึ่งเป็นเป้าหมายเข้าไปมากเท่าไหร่

หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นๆจนแทบทะลุออกมานอกอกเลยทีเดียว

ความสับสนลังเลใจผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ความกลัว ความประหม่ามันพุ่งพล่านไปทั่วร่าง

ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าไหร่ หัวใจก็ภาวนาว่า

.

“ขออย่าให้ลูกค้าอยู่ที่ร้านเลย” ซะงั้น!

.

เมื่อเข้าไปใกล้ถึงหน้าร้าน ผมมองไปที่ร้านขายข้าวสารที่เป็นเป้าหมาย

ผมก็เห็น “เฮียเม้ง” ยืนอยู่ที่หน้าร้าน

แกใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ผมตื่นเต้นตกใจมาก

จึงขับมอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าร้านของแกไปเลย

แล้วนึกเข้าข้างตนเองว่า

.

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เวลานี้เป็นเวลาอาหารกลางวัน

เราน่าจะทานอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยมาเสนอขายประกัน

เพราะถ้ากำลังขายประกันอยู่แล้วเกิดท้องร้องขึ้นมา จะดูไม่ดี”

ไงครับข้อแก้ตัวของผม????

.

จากนั้นก็เป็นเวลาอาหารกลางวัน ประมาณ 30 นาที

ต่อมาผมก็ขับรถมอเตอร์ไซด์ย้อนกลับมาทางเดิมอีกครั้ง

คราวนี้ก็ภาวนาอีกว่า

.

“ขออย่าให้ลูกค้าอยู่ที่ร้านเลย” อีกครั้ง

.

แต่คำอธิฐานของผมไม่สัมฤทธิ์ผลครับ แกยังคงยืนอยู่บริเวณเดิม

แต่คราวนี้ แกเป็นฝ่ายตะโกนเรียกผมว่า…

“ไปไหนหรือครู?”

ผมก็เลยจำใจแวะรถเข้าไปหาแก

พอจอดรถมอเตอร์ไซด์ ก็เดินเข้าไปแล้วทักทายตามประสาคนรู้จักกัน

.

“สวัสดีเฮีย ผมตั้งใจจะเข้ามาหาเฮียอยู่พอดี”

“มีเรื่องอะไรรึครู…หรือว่าไอ้มนตรี (ลูกชายแก) มันไปแกล้งเพื่อนอีกหรือครู”

แกกล่าวด้วยความกังวล เพราะกิตติสรรพของลูกชายแกนั้นไม่เบาทีเดียว

.

“เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ผมมีเรื่องดีๆที่อยากจะมาคุยให้เฮียฟัง น่ะครับ”

ผมเริ่มเปิดฉากการขาย

.

“เรื่องอะไรล่ะครู…อ๋อ….เรื่องประกัน ใช่ไหมครู?”

คำถามของแกทำเอาผมสะดุ้งเลยครับ เป็นงงว่าแกรู้ได้อย่างไร

(สรุปคือ แกเห็นแฟ้มการขายที่วางอยู่หน้ารถนั่นแหละครับ)

เลยตอบแบบอ่อมๆแอ่มๆไปว่า

.

“ก็ทำนองนั้นแหละครับเฮีย พอดีตอนนี้ผมเป็นตัวแทนด้วยครับ

และอยากจะเอา โครงการกองทุนการศึกษา

มาให้เฮียทำให้กับน้องมนตรีน่ะครับ” ผมตัดสินใจเปิดการขาย

แต่กลับต้องอึ้งเข้าไปใหญ่เมื่อแกตอบว่า

.

“โอ้ย!!! ถ้าเป็นประกัน ไม่ไหวแล้วล่ะครู ผมทำเอาไว้เยอะแล้ว

ทั้งของผม ของเมีย และของไอ้มนตรีมัน ผมก็ทำเอาไว้หมดแล้ว

นี่ปีๆหนึ่งผมต้องหาเงินส่งประกันปีละตั้ง ห้าหกหมื่น แน่ะ

ยิ่งช่วงนี้ค้าขายก็ไม่ค่อยจะดีนัก ของเก่ายังจะส่งแทบไม่ไหวแล้วครู

คงทำอีกไม่ไหวหรอก จริงๆแล้วผมอยากจะช่วยครูนะ

แต่ไม่ไหวจริงๆขอล่ะ เอาไว้ผมคล่องๆตัวกว่านี้ ผมจะซื้อเพิ่มกับครูก็แล้วกัน

อย่าเพิ่งโกรธกันนะครู ผมทำอีกไม่ไหวจริงๆ”

.

แกตอบผมพร้อมยกเหตุผลยาวเหยียด

จนผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป จึงตอบไปอย่าง “น่ารักน่าตบ” ว่า

.

“ไม่เป็นไรครับ เฮียทำไว้ก็ดีแล้ว

ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวกลับไปโรงเรียนนะครับ สวัสดีครับเฮีย”

.

จากนั้น ผมก็ขับรถมอเตอร์ไซด์กลับไปยังโรงเรียน

ด้วยหัวใจที่บอบช้ำและเศร้าสร้อย และคิดไปว่า…

.

“หรือว่างานประกันชีวิต จะไม่เหมาะกับเราจริงๆ?”

.

…………………………………………………………………..

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »