Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘อ่าน แล้ว คิด ชีวิตเปลี่ยน’ Category

ชีวิตใหม่ของ…นกอินทรี

.

คนส่วนใหญ่มักจะรู้อยู่แล้วว่า…

นกอินทรี มี สายตาที่คมชัด มันสามารถมองเห็นเหยื่อได้อย่างชัดเจนในระยะไกล

นกอินทรี มี จะงอยปากและกรงเล็บ ที่แหลมคมและแข็งแกร่ง ซึ่งมันใช้ในการล่าเหยื่อและต่อสู้

นกอินทรี มี ปีกที่ใหญ่และแข็งแรง อันจะทำให้มันสามารถบินได้สูง รวดเร็ว และสามารถร่อนบินได้นานและเป็นระยะทางไกล

นกอินทรี มี รูปร่างที่สง่างาม และน่าเกรงขาม จนทำให้มันถูกเรียกว่า เจ้าเวหา หรือ ราชาแห่งนก

.

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า…

นกอินทรี นั้น เป็นนกที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก เนื่องจากมันจะมีอายุยืนนานถึง 70 ปี เลยทีเดียว

.

แต่การที่มันจะกลายเป็นนกที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกได้นั้น

มันก็ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรค์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของมัน เมื่อตอนที่มันอายุ 40 ปี

ทั้งนี้ก็เพราะในช่วงที่มันอายุ 40 ปี นั้น…

จะงอยปาก ของมันจะยาวและงุ้มงอมาก จนไม่สามารถใช้ จิกและฉีก เหยื่อหรือสตรูของมันได้เช่นเคย

เช่นเดียวกับ กรงเล็บ ของมัน ที่ก็จะยาวและงุ้มงอจนเกินไป

นอกจากนั้น ขนที่ปีกและลำตัว ของมัน ก็จะยาวและดกหนา จนทำให้หนักและเป็นอุปสรรคต่อการบินของมันด้วยเช่นกัน

.

ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและแสนยากลำบากนี้ กินเวลาถึง 150 วัน หรือ ประมาณ 5 เดือน

มันเป็นช่วงวิกฤตของชีวิต ที่มันจะต้องเลือก ระหว่างการ “ยอมแพ้” หรือ “สู้ต่อไป”

.

แน่นอนว่า…

ถ้ามันยอมปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นเดิมโดยไม่ทำอะไร

มันก็จะไม่สามารถบินและใช้กรงเล็บกับจะงอยปาก จับเหยื่อมาเป็นอาหารได้

และมันก็ต้องตายไปในที่สุด

.

แต่ถ้ามันตัดสินใจ “สู้”

มันก็ต้องพบกับความยากลำบากที่แสนสาหัสเช่นกันเพื่อสร้าง ชีวิตใหม่ ของมัีนเองขึ้นมา

.

เพราะมันต้องบินขึ้นไปบนภูเขาให้สูงที่สุด

เพื่อชุบชีวิตของมันขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง…เพียงลำพัง

.

และเมื่อมันขึ้นไปอยู่บนหน้าผาหินที่สูงชัน

มันก็จะเริ่มต้นสร้างตัวมันเองขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยการ

.

จิกเอา ขนปีกและขนที่ลำตัว อันหนาเตอะของมันออกทิ้งทีละเส้นๆ

แน่นอนว่าการทำเช่นนั้น ย่อมจะทำให้มันไม่สามารถจะบินได้อีก จนกว่าขนเส้นใหม่จะยาวขึ้นมาทดแทน

.

จากนั้นมันก็จะเอา จะงอยปากที่งุ้มงอจนมากเกินไปแล้วของมัน จิกเคาะ กับก้อนหินบนหน้าผานั้น

ครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่มันต้องเผชิญก็คือ ความเจ็บปวด ทรมาน จากการทำเช่นนั้นนั่นเอง

มันจะจิก จิก แล้วก็จิกก้อนหินต่อไป นับพัน นับหมื่นครั้ง

จนกว่า จะงอยปากที่งุ้มงอของมันนั้น จะหลุดออกมา

.

จากนั้น มันก็จะใช้ กรงเล็บอันงุ้มงอของมัน ขยุ้มจับ กับก้อนหิน ครั้งแล้วครั้งเล่า

จนกว่ากรงเล็บทั้งหมดของมันจะหลุดออกมาเช่นกัน

.

แน่นอนว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ย่อมต้องใช้เวลาที่ยาวนาน

และมันต้องพบกับความเจ็บปวด ทรมาน อย่างแสนสาหัส

.

และเมื่อช่วงเวลา 150 วัน นี้ผ่านพ้นไป รางวัลที่มันได้รับก็คือ

จะงอยปากและกรงเล็บ ซึ่งงอกออกมาใหม่ ที่แหลมคมและสวยงาม

และขนปีกอันใหม่ที่เบาบางและสวยงามวาววับ

ซึ่งมันจะได้ใช้ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้ นำพา “ชีวิตใหม่” ของมัน ต่อไปอีก 30 ปี

ชีวิตที่ผ่านการทดสอบครั้งสำคัญ

ชีวิตที่ทรงคุณค่าและสง่างาม

ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของมันเอง

กับการโผบินขึ้นสู่เวหาและท้องฟ้าสีครามอีกครั้งหนึ่ง…

……………………………………………………………….

Read Full Post »

ไม่มีใครใส่รองเท้า

……………………………………………………………………

.

บริษัทผลิตรองเท้าที่มีชื่อเสียงมากบริษัทหนึ่ง ที่ประชุมของฝ่ายบริหารได้กำหนดนโยบาย

ให้ทำการสำรวจและพิจารณาว่า บริษัทจะเปิดตลาดใน ทวีปแอฟริกา ดีหรือไม่

.

ดังนั้น บริษัทจึงได้ส่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คนหนึ่ง ไปยังแอฟริกา

เพื่อทำการศึกษาศักยภาพของตลาด ซึ่งเมื่อเขาไปถึงแอฟริกา เขาพบว่า…

ชาวแอฟริกันส่วนใหญ่ เดินเท้าเปล่า พวกเขาเหล่านั้นไม่สวมรองเท้ากัน

.

เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลับไปถึงอเมริกา จึงได้จัดทำรายงานให้กับบริษัทว่า

“ที่แอฟริกานั้น คนส่วนใหญ่ ไม่ใส่รองเท้า

ความต้องการ (Demand) น้อยเกินกว่าที่จะทำตลาดได้

 เป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจ ไม่ควรลงทุนเปิดตลาดที่แอฟริกาในเวลานี้”

.

แต่เนื่องจากฝ่ายบริหาร ต้องการพิจารณาเรื่องการเปิดตลาดแอฟริกานี้อย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ

จึงได้ส่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย มือหนึ่งไปที่แอฟริการ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา

ทันทีที่ ผู้จัดการฝ่ายขายไปถึง แอฟริกา ก็รีบโทรศัพท์กลับมายังสำนักงานใหญ่เื่พื่อรายงานว่า…

.

“ที่แอฟริกานั้น ยังไม่ค่อยมีใครใส่รองเท้ากันเลย

จึงเป็นตลาดที่ใหญ่และน่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้

หากบริษัทของเรา ทำให้คนแอฟริกันเห็นความสำคัญของการใส่รองเท้าได้ล่ะก็

บริษัทของเราก็จะเป็นผู้นำในตลาดขนาดใหญ่นี้ได้สำเร็จ

เห็นควรให้ เร่งดำเนินการขยายตลาดทันที ก่อนที่บริษัทอื่นจะชิงตลาดนี้ไป”

.

จงมองหาโอกาสดีๆที่ซ่อนอยู่หลังดวงตาของเราเอง

.

จากเรื่องข้างต้นนี้ เราจะเห็นได้ว่า ณ ที่แห่งเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน

แต่สิ่งที่ “ผู้จัดการฝ่ายการตลาด” กับ “ผู้ัจัดการฝ่ายขาย” มองเห็นนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซึ่งทั้งสองคนต่างก็มีเหตุผลที่มีน้ำหนักสนับสนุน

.

เพราะถ้าเรามองในด้านของ Demand และ Supply แล้ว

ก็น่าจะเป็นไปตามที่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอก

.

แต่ถ้าเรามองในด้านของ “โอกาสทางการตลาด” แล้ว

เราก็จะเห็นว่าความเห็นของ ผู้จัดการฝ่ายขาย นั้นน่าสนใจมากทีเดียว

.

ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพราะทั้งหมดนั้นคือ ความคิด ความเห็น เท่านั้น

.

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ “มุมมองที่แตกต่าง” ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ นั่นเอง

ดังนั้น จงอย่าด่วนตัดสินใจ จนกว่า…

จะได้มองหาโอกาสดีๆ ที่อาจจะถูกบดบังอยู่หลังดวงตาของเราเอง ทุกครั้งนะครับ

…………………………………………………………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

จะมัวแต่แก้ปัญหา หรือจะมองหาวิธีทำให้สำเร็จ

…………………………………………………………………………….

เรื่องที่ 1
.

อเมริกาได้ส่งนักบินขึ้นไปในอวกาศ แต่แล้วก็พบกับปัญหาว่า…

ปากกาเขียนไม่ออก


นักวิทยาศาสตร์อเมริกาจึงระดมสมองกัน

เพื่อประดิษฐ์ ปากกา ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

.

เขาต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลาไปหลายปี

จนในที่สุดอเมริกาก็สามารถค้นคิด

ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว หรือแม้ใต้น้ำก็เขียนได้สำเร็จ

ซึ่งอเมริกาถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

.
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย จัดการกับปัญหาเดียวกันนี้
โดยการใช้ ดินสอ เขียนแทน ปากกา เท่านั้นเอง

.
*******************************

.

เรื่องที่ 2
โรงงานผลิตสบู่ในประเทศญี่ปุ่น ประสบกับปัญหาร้องเรียนจากลูกค้าว่า

สบู่ที่ลูกค้าซื้อไปนั้น บางกล่องไม่มีสบู่ เป็นเพียงกล่องเปล่าๆ

.

ทางโรงงานจึงตัดสินใจด้วยการ ติดตั้งเครื่อง X-Ray

เพื่อทำการตรวจสอบกล่องสบู่แต่ละกล่อง

และจ้างพนักงานจำนวนหนึ่งมาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้

หากพบว่ากล่องใดเป็นกล่องเปล่า ก็จะทำการคัดออกมาก่อนการออกจำหน่าย

โดยต้องใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน เพื่อแก้ปัญหานี้

.

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงหนึ่งที่ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมลงบนสายพานของการผลิตสบู่

ซึ่งถ้าเป็นกล่องเปล่าไม่มีน้ำหนัก ลมก็จะพัดกล่องเปล่านั้นปลิวออกไป

ใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

.

******************************

.

จงมองหาวิธีการที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ

มากกว่าการมองหาวิธีการแก้ปัญหา

………………………………………………………………………………………

.

อ่าน แล้ว คิด ก็จะเห็นว่า…

.

นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย

มองหาวิธีการเขียนหนังสือ ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง

เขาจึง พบว่าดินสอสามารถเขียนในสภาพนั้นได้

.

ส่วนนักวิทยาศาสตร์อเมริกา

มองหาวิธีการแก้ปัญหาปากกาเขียนไม่ออกในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง

เขาจึงมัวแต่ค้นคิดหาวิธีการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

จนลืมมองหาสิ่งที่จะใช้ทดแทนปากกาได้

.

และในเรื่องโรงงานผลิตสบู่นั้น

โรงงานที่สอง

มองหาวิธีการว่า ทำอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่า มีสบู่อยู่ในกล่องทุกๆกล่อง

เขาจึงได้นำเอาพัดลมมาเป่า “กล่องที่ไม่มีสบู่” ทิ้งไป

.

ส่วนโรงงานแรกนั้น

มองหาวิธีการแก้ปัญหา  “กล่องเปล่า”

จึงทำให้พวกเขาต้องค้นคิดหาวิธีการตรวจสอบสบู่ทุกๆก้อน

ว่ามีสบู่อยู่หรือไม่ และไม่ได้มองถึงวิธีการอื่นที่ง่ายกว่า

.

ดังนั้น หากมีปัญหาหรือสถานการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา

ขอจงให้ความสนใจไปที่ วิธีการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

มากกว่า วิธีการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

.

บางที…ความจริงที่เราค้นพบก็อาจจะเป็นได้ว่า

มันไม่มีปัญหาอยู่เลยก็ได้

……………………………………………………………………………………………….

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์


Read Full Post »

เพชรน้ำงาม หรือ ก้อนกรวดไร้ค่า

……………………………………………………………………………………………………………..

.

“หิน” คือ “หิน” อย่างไร ก็เป็น “หิน”

หวังปั้น “ดิน” ให้เป็น “ดาว” นั้นอย่าหมาย

จักเปลี่ยน “พลอย” ให้เป็น “เพชร” ได้เช่นไร

เขาเป็นได้ เท่าที่เป็น เช่นนั้นเอง


.

.

ข้อคิดในการ…สร้างตัวแทน

วันนี้…ถ้าท่านปรารถนาที่จะมี…

“เพรชน้ำงาม” ไว้ครอบครอง

ขอจงระลึกไว้ว่า…ท่านต้องทำหน้าที่

ร่อนหา “ก้อนเพชร” ที่ปนอยู่กับก้อนหินอื่นๆ

ท่านต้องใช้ “ตะแกรง” ตักขึ้นมาทั้งกรวดหินดินทราย

แล้วใช้ “สายตาและประสบการณ์” ของท่านพิจารณาดูว่า…

หินก้อนใดที่น่าจะมีราคา หินก้อนใดน่าจะไร้ค่า

แล้วเลือกหยิบขึ้นมาแต่ หินที่ท่านคิดว่าน่าจะมีราคาเท่านั้น

จากนั้นนำมันขึ้นมาพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้งว่า…

มันเป็นอย่างที่ท่านคิดหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่…

เห็นว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียง “ก้อนหิน”

ก็โยนมันทิ้งไปซะ!

แต่ถ้าใช่…

แม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียง “พลอย” หรือเป็น “เพชร” ล้ำค่า

ท่านก็จงนำมันมา “เจียรไนย”

ทำให้มันกลายเป็น เพชร พลอย ที่สวยงาม ฉายแสงวาววับ

ท่านไม่อาจจะเปลี่ยน “หิน” ให้กลายเป็น “พลอย”

ท่านไม่อาจจะเปลี่ยน “พลอย” ให้กลายเป็น “เพชร”

มันจะ “มีราคา” หรือ “ไร้ค่า” ก็ด้วยตัวของมันเอง

ท่านทำให้มันเป็นอื่นไปไม่ได้…มันเป็นอย่างที่มันเป็น

เพียงแต่ท่านสามารถทำให้มัน…มีคุณค่ายิ่งขึ้นได้

ทั้งนี้ก็เพราะ…

ฝีมือการเจียรไนยของท่านนั่นเอง


…………………………………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

อีกแค่ 3 ฟุต ก็จะพบทองคำ

………………………………………………………………………………………………….

ในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา 

ลุง ของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็เป็นโรคตื่นทองกับไปเขาเหมือนกัน ลุงของเขาได้ร่วมเดินทาง
ไปทางฝั่งตะวันตกของโคโลราโด เพื่อไปขุดหาทองคำ
ด้วยความหวังว่าจะได้มีโอกาสพบกับความร่ำรวย
แล้วลุงของเขา ก็ไปขอสิทธิ์ในการขุดทองคำ จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปทำงานขุดและร่อนทอง
.
หลังจากทำงานได้หลายสัปดาห์ เขาก็พบกับทองคำ สมดังตั้งใจไว้
ลุงของดาร์บี้ จึงรีบปิดเหมืองทองเล็กๆ ของเขาโดยไม่บอกให้ใครรู้
และกลับไปบ้านเกิดที่วิลเลียมเบิร์ก รัฐแมรีแลนด์
เพื่อบอกกับญาติและเพื่อนบ้านบางคนถึงการค้นพบทองคำของเขา
.
จากนั้น พวกเขาก็ได้รวบรวมเงินกัน เพื่อสร้างเหมืองขุดเจาะทองคำ
และตัวของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ เองก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับลุงของเขาด้วย
ทั้งพวกของลุงและ ดาร์บี้ รีบกลับไปที่เหมืองเพื่อขุดหาทองคำต่อทันที
.
เขาพบสายแร่ทองคำในหลุมแรกที่พวกเขาขุด
ซึ่งเพียงทองคำที่เขาขุดได้ในหลุมแรกนั้น ก็ได้พิสูจน์ว่า
พวกเขาเป็นหนึ่งใน เจ้าของเหมืองทองคำที่รวยที่สุดในโคโลราโด
.
และถ้าเขาเจอสายแร่ทองคำอีกสักสองสามหลุม แล้วล่ะก็
นอกจากจะล้างหนี้สินได้ทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็จะร่ำรวยมหาศาลทีเดียว
ยิ่งพวกเขาขุดลึกลงไป ความหวังของ ดาร์บี้และลุงของเขายิ่งมากขึ้นเท่านั้น
.
แต่แล้วมันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดคิดไว้
เพราะแม้ว่าพวกเขาจะขุดลึกเข้าไปสักแค่ไหน
.
มันกลับไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกเลย
.
แม้กระนั้น พวกเขาก็ยังคงพยายามขุดต่อไปอีก
แต่…มันก็ยังคงมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกแล้ว
 .
แล้วในที่สุดพวกเขาตัดสินใจที่จะหยุด
.
พวกเขาได้ตัดสินใจขายเหมืองทองคำนั้นต่อให้
พ่อค้าซื้อขายของเก่าคนหนึ่ง ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์
แล้วพากันนั่งรถไฟกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง
.
แต่ พ่อค้าซื้อของเก่าคนนั้น ได้นำเรื่องเหมืองทองที่เขาซื้อมานี้
ไปปรึกษากับ วิศวกรเหมืองทองคำ ซึ่งเมื่อวิศวกรทำการตรวจสอบแล้วพบว่า
“ที่ีโครงการนี้ล้มเหลวไปก่อนก็เพราะ
เจ้าของเหมืองไม่คุ้นเคยกับเส้นทางของสายแร่ทองคำ
และจากการคำนวณ วิศวกรบอกว่า
สายแร่ทองคำอยู่ห่างออกไป จากจุดที่ดาร์บี้หยุดขุด แค่ 3 ฟุต  เื้่ท่านั้น”
.
เหมืองแร่ทองคำนั้น ได้ทำเงินให้พ่อค้าคนนั้นนับล้านดอลลาร์
เพียงเพราะเขารู้ว่า
ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะล้มเลิกความตั้งใจ

.

หลังจากนั้น ดาร์บี้ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินทุนกลับคืนมา
เขาค้นพบว่า ปณิธานสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้
และการเข้าสู่ธุรกิจขายประกันชีวิต ของเขาทำให้เขาได้ค้นพบตนเอง
.
เพราะเขาเคยสูญเสียโชคลาภไป เพียงเพราะว่า
เขาหยุดไปเสียก่อน จะถึงสายแร่ทองคำเพียง 3 ฟุต เท่านั้นเอง
.
ดาร์บี้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในงานใหม่ของเขา และเขาพูดเสมอว่า
“ผมเคยหยุดขุดทั้งๆ ที่อีก 3 ฟุต ก็จะถึงทองคำ
ดังนั้น เมื่อผมขายประกัน ผมจะไม่ยอมหยุดขาย เพียงเพราะลูกค้าตอบว่า ‘ไม่’
.
ดาร์บี้ได้กลายเป็นหนึ่งในนักขายไม่กี่คนที่ทำยอดขายประกันชีวิตได้
มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ต่อปี
เขายึดมั่นต่อบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการล้มเลิกกลางคันในการทำธุรกิจเหมืองทองคำ
.
แล้ว ดาร์บี้ ก็กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนึ่งของอเมริกา
.
……………………………………………………………………………………………
.
หากไม่ล้มเลิกไปก่อน…ก็จะไม่มีวันพบคำว่าล้มเหลว
……………………………………………………………………………………………………………
.
ไม่ว่าคุณกำลังไล่ล่าความฝันอะไรของคุณอยู่ในขณะนี้
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา ที่ไล่ล่าปริญญาบัตร
หรือ คุณจะเป็นคนๆหนึ่ง ที่กำลังวิ่งล่าหางานทำอยู่
หรือ คุณจะเป็นนักขาย ที่เผชิญกับอุปสรรค์ขวากหนามมากมาย
.
ขอจงยืนหยัด ทำต่อไป อย่าท้อถอยโดยเด็ดขาด
ถึงแม้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่า อีกนานเพียงใด จึงจะพบกับความสำเร็จ
แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า…
สำหรับผู้ที่ไม่ยอมเลิกลาแล้ว พวกเขาก็จะพบกับความสำเร็จเสมอ
.
และทุกครั้งที่อยากจะเลิกล้มความตั้งใจ ก็ขอให้นึกถึงเรื่องของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ไว้
อย่างน้อยก่อนจะเลิกลาไปจริงๆ ลองถาม “วิศวกร” ในงานของคุณดูก่อนว่า
ควรจะล้มเลิกได้แล้ว หรือ ควรจะทำมันต่อไป
.
เพราะ สายแร่ทองคำของความสำเร็จ อาจจะอยู่ห่างจากเราแค่เพียง 3 ฟุต ก็ได้
.
สู้ต่อไปนะครับ
………………………………………………………………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

Read Full Post »

นกแสนสวยกับถั่วของอาบัง

………………………………………………………………………………………………………….

.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกแสนสวยตัวหนึ่ง มันมีขนสวยงามมาก

ผู้คนที่เห็นต่างก็อยากได้ตัวมันไว้ครอบครอง

แต่ก็ไม่เคยมีชาวบ้านคนไหนจับนกตัวนั้นได้เลย

.

อยู่มาวันหนึ่ง… ก็มี อาบังขายถั่ว มานั่งใต้ต้นไม้ที่นกแสนสวยอาศัยอยู่

พอนกแสนสวยเห็นถั่วก็เกิดอยากกินขึ้นมา จึงร้องบอกอาบังว่า…

“อาบัง อาบัง ขอถั่วให้ชั้นกินหน่อยสิ”

อาบังได้ยินดังนั้น ก็ตอบกลับไปว่า

“ได้เลย ได้เลย แต่ฉันขอขนปีกที่แสนสวยของเจ้าสักเส้นหนึ่งนะ”

.

พอนกได้ยินดังนั้น ก็ก้มลงมองที่ขนของตนเอง แล้วคิดว่า…

ขนปีกของตนเองนั้นก็มีเยอะมาก ถ้าจะยอมเสียให้อาบังไปสักเส้นก็คงไม่เป็นไรหรอก

นกแสนสวยก็เลยให้ขนอาบังไปหนึ่งเส้น…แล้วก็ลงไปกินถั่วของอาบัง

.

วันต่อมา…นกแสนสวยก็บอกกับอาบังอีกว่า… “ขอถั่วให้ชั้นกินอีกได้ไหมจ๊ะ”

อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่า…

“ขอขนปีกที่แสนสวยให้ฉันเส้นหนึ่งก่อนฉันก็จะให้กินถั่วนี้”

นกแสนสวยก็คิดเหมือนเดิมว่า…

ขนมันยังมีอยู่เยอะก็เลยให้ขนอาบังไปอีก เป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายวัน…

.

จนวันหนึ่ง… นกแสนสวยก็ขอถั่วอาบังกินอีก อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่า…

“ขอขนปีกแสนสวยให้ชั้นเส้นหนึ่งก่อน”

นกก็ไม่รีรอรีบให้ขนปีกอาบังไปทันที… แล้วลงมากินถั่วของอาบังเหมือนทุกวัน

แต่วันนี้… อาบังขายถั่วก็ได้ตะครุบจับ นกแสนสวยตัวนั้นไว้ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า…

ขนปีกของนกแสนสวยตัวนั้น เหลือน้อย เกินกว่าที่จะบินหนีอาบังได้ทัน
.

……………………………………………………………………………..

จงเป็นผู้ลิขิตชีวิตของตนเอง

 .

“เวลาของเรา” นั้นกำลังเหลือน้อยลงไปทุกขณะ

และเรามีอิสระที่จะเลือกว่า เราจะให้ “เวลาของเรา” กับใคร

.

หาก นกแสนสวย เปรียบเป็น ตัวของเรา ในวันนี้

ขนปีกของนกแต่ละเส้น ก็คือ เวลาของเรา ที่มีอยู่

และ อาบังขายถั่ว ก็เปรียบได้กับ นายจ้างของเรา นั่นเอง

ส่วน ถั่วที่อาบังให้ ก็คือ เงินเดือนที่นายจ้างให้กับเรา

.

ทุกวันนี้ เราได้ยอมมอบ “เวลาของเรา” ให้กับ “นายจ้าง”

เหมือนกับที่ “นกแสนสวย” ได้ถอน “ขนปีก” ให้กับ “อาบัง”

และ “นายจ้าง” ก็ได้ให้ “เงินเดือน” อันน้อยนิด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับที่ “อาบัง” ให้ “ถั่ว” เพียงไม่กี่เม็ด กับ “นกแสนสวย” ตัวนั้น

“ขนปีกแสนสวย” ที่เคยมีอยู่อย่างมากมายนั้น ค่อยๆลดจำนวนลง เช่นเดียวกับ “เวลาอันมีค่า” ที่ค่อยๆเหลือน้อยลงทุกขณะ

.

ความคล่องแคล่วว่องไวในการ “บิน” ที่เคยมี ก็ลดน้อยถอยลง ตามจำนวน “ขนปีก” ที่สูญเสียไป นั้นก็คงเหมือนกับ “ความสามารถ หรือ พลังในการทำงาน” ของเราที่กำลังลดน้อยลงตาม “กาลเวลา” ที่ผ่านไป

.

หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราก็คงจะเหมือนกับ “นกแสนสวย” ที่ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ถูกจับ ถูกกักขัง เหมือนดั่ง “นกน้อยแสนสวยในกรง” หรือ เป็นเพียง “สัตว์เลี้ยงของอาบัง” อีกหนึ่งตัวเท่านั้นเอง

.

เพียงแต่วันนี้ เรายังโชคดีที่เราได้ “คิด” ในขณะที่เรายังคงมี “เวลา และ ความสามารถ” คงเหลือมากพอ ที่จะออกไปแสวงหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ดั่งเช่น นกน้อยที่มี “ขนปีก” มากเพียงพอที่จะโผบินสู่ท้องฟ้าอย่างอิสระได้

.

ถึงเวลากางปีกแล้วโผบิน
สู่ชีวิตใหม่ที่คุณจะเป็นผู้ลิขิตชีวิตตัวเองได้แล้ว

.

หรือว่าเวลานี้ คุณคือนกที่เหลือขนปีกน้อยเกินไปเสียแล้ว?

…………………………………………………………………………………..

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

คำนำ

.

       หลายๆครั้ง ที่ผมได้รับเรื่องราวดีๆจากเพื่อนๆที่ส่งมาให้ทางอีเมล์ เมื่อผมได้ “อ่าน แล้ว คิด” เรื่องราวเหล่านั้นก็กลายเป็น “แรงบันดาลใจ” หรือ “ให้ข้อคิดดีๆ” ในการทำงาน ตลอดจนการใช้ชีวิตของผม

ผมจึงคิดว่า สักวันผมจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่ม ที่เป็น เรื่องสั้น หรือ บทความสั้นๆ ที่อ่านสนุก แต่จะแฝงไว้ซึ่งข้อคิด และ แรงบันดาลใจ ให้กับผู้ที่ได้ “อ่าน แล้ว คิด”

.

ผมใช้เวลานานหลายปีในการ เขียนและรวบรวม จนกลายเป็นหนังสือ “อ่าน แล้ว คิด…ชีวิตเปลี่ยน” เล่มนี้ ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นยิ่งนัก และอยากให้ทุกท่านได้อ่านเหลือเกิน ด้วยความเชื่อมั่นว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือประเภท สร้างแรงบันดาลใจ ที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งในท้องตลาด

และเมื่อท่านได้ “อ่าน แล้ว คิด” ผมก็หวังว่า หนังสือเล่มนี้ จะทำให้ “ชีวิตของท่านเปลี่ยนไปในทางที่ดียิ่งขึ้น” ตามชื่อของหนังสือเล่มนี้

ขอให้สนุกและมีความสุขกับการอ่านนะครับ

พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

๑๓ เมษายน ๒๕๕๔

……………………………………………..

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

Older Posts »