Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘เรื่องราวน่ารู้’ Category

ETFE

สนามฟุตบอลที่สะดุดตาและสวยงามที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ที่ได้เห็น และถือเป็นไฮไลต์ของ  World Cup 2006  คือสนามที่จะใช้ในนัดเปิดวันที่ 9 มิถุนายน  2006 ซึ่งเป็นการลงฟาดแข้งระหว่างทีมอินทรีเหล็กเยอรมนี เจ้าภาพ กับคอสตาริกา สนามแห่งนี้มีชื่อว่า Allianz Arena ในเมืองมิวนิก
.
ความโดดเด่นของสนามแห่งนี้ จุดแรกเลยคือ รูปลักษณ์ที่เหมือนหมอนพลาสติกเป่าลมสีขาวใบยักษ์ แถมยังเปลี่ยนสีได้อีกด้วย หมอนยักษ์ใบนี้สร้างจากวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่ ที่เรียกว่า ETFE Foil (Ethyl Fluoro Ethylene Foil) มีคุณสมบัติพิเศษคือ น้ำหนักเบา แต่แข็งแรง โปร่งแสง ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว Etfe Foil จะมีน้ำหนักเพียง 1% ของกระจกที่มีขนาดเท่านั้น
.
ETFE Foil ยังมีคุณสมบัติเป็นฉนวนที่ดีเลิศ สามารถป้องกันความร้อนจากแสงแดดได้ดี ทนต่ออุณหภูมิสูง ไม่ติดไฟ พื้นผิวทนต่อการขูดขีดเป็นรอยได้ดีมาก จึงทนต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดีเลิศ ทั้งในเรื่องแสงแดด สารเคมี หรืออากาศที่แปรปรวน
.
ไม่เพียงเท่านี้ ETFE Foil ยังสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ โดยฝุ่นจะไม่จับบนผิวของวัสดุ เนื่องจากมีความมันเงาสูง เพราะเป็นวัสดุในตระกูล Teflon ที่ใช้เคลือบวัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้มีความเงา ทนต่อการขูดขีดและความร้อน อย่างอุปกรณ์เครื่องครัว เป็นต้น และวัสดุชนิดนี้ก็ถูกนำไปใช้ในการสร้างยานอวกาศขององค์กรนาซ่าด้วยการนำวัสดุชนิดนี้มาใช้ในการก่อสร้างสนาม Allianz Arena จึงถือเป็นนวัตกรรมแห่งวงการสถาปัตยกรรม

.

.

นอกจากนี้ Allianz Arena ยังมีความน่าสนใจอยู่ที่ลูกเล่นในการใช้งานดังที่กล่าวไปในเบื้องต้นว่า สนามแห่งนี้สามารถเปลี่ยนสีได้คือ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง ซึ่งเกิดจากกล่องไฟที่ติดตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อแต่ละรอยของแผ่น ETFE Foil สีที่แตกต่างกันจะเป็นสัญญาณบอกว่า ขณะนั้นสนามกำลังมีการแข่งขันของทีมในลีกทีมอะไร โดยสีแดงคือทีม 1860 Munich สีน้ำเงินคือ ทีม Bayern Munich ส่วน สีขาวนั้นจะเปิดเมื่อทีมชาติเยอรมนีกำลังแข่งขันอยู่

เมื่อพูดถึงความใหญ่โตแล้ว สนามแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสนามฟุตบอลในโลกที่มีขนาดใหญ่มาก เพราะมีพื้นที่ถึง 150,000 ตารางเมตร สามารถจุผู้ชมได้ถึง 66,000 คน และยังมีพื้นที่รอบๆ สนามที่เป็นลานจอดรถถึง 250,000 ตารางเมตร การก่อสร้างใช้คอนกรีตมากถึง 14,000 ลูกบาศก์เมตร เหล็กมากถึง 2,500 ตัน และทุกวันนี้ Allianz Arena ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิกไปแล้ว

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

หลายๆท่านคงจะเคยโดนเหมือนผม วันดีคืนดีก็มี จดหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งมาหาที่บ้าน

ตอนแรกก็ตกใจมากครับ เมื่อเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นจดหมายเรียกให้ไปเสียค่าปรับขับรถเร็ว

ในจดหมายมีภาพถ่ายยืนยันเป็นรูปรถยนต์ของเรา เห็นป้ายทะเบียนชัดเจน

ต้องไปเสียค่าปรับ 400-500 บาท

ผมต้องเดินทางต่างจังหวัดเป็นประจำ จึงโดนประจำเหมือนกัน มีอยู่ 2 รูปแบบครับ

แบบที่ 1 ใช้กล้องตรวจจับความเร็ว แล้ว ตั้งด่านจับปรับเดี๋ยวนั้นเลย

แบบที่ 2 ใช้กล้องตรวจจับความเร็ว ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แล้วส่งจดหมายมาปรับทีหลัง

แบบแรกผมโดนบ่อยๆครับ ค่าปรับจะอยู่ที่ 200-400 บาท แล้วแต่ความกรุณาของท่าน

แบบที่สองนี้ผมโดนมา 2 ครั้ง ติดๆ กันเลย

ครั้งแรกที่ ถนนพหลโยธิน ช่วงก่อนถึง จังหวัดสระบุรี 400 บาท

ส่วนครั้งที่ 2 โดนที่ถนนสระบุรี-เพชรบูรณ์ ช่วงก่อนถึง อ.ชัยบาดาล คราวนี้ 500 บาท

ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงแพงขึ้น หรือเพราะทำผิดซ้ำสองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ

.

จากนั้น ผมก็จะคอยสังเกตดูว่า มีกล้องตำรวจอยู่ตรงไหนบ้าง

ส่วนใหญ่ที่สังเกตพบ เป็นกล้องที่มีคนนั่งคุมอยู่ด้วยครับ

เป็นตำรวจหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจเพราะ เห็นว่าเป็นนอกเครื่องแบบเสมอ

ดังนั้น กล้องจึงมักจะตั้งอยู่บริเวณใต้สะพานลอย ครับ

ทั้งนี้คิดว่าคงจะเป็นเพราะใช้สะพานเป็นร่มกันแดดกันฝนได้ด้วยมั้งครับ

และถ้าคนนั้นถือวิทยุ ว. อยู่ด้วย แสดงว่า เดี๋ยวเราจะต้องเจอด่านตรวจจับข้างหน้า

แต่ถ้าไม่มี แสดงว่าเดี๋ยวรอรับจดหมายเอาทีหลัง

.

ลองดูหน้าตาของมันนะครับว่า เป็นอย่างไร

.

พอดีเพื่อนส่งข้อมูลมาให้ จึงอยากจะเอามาลงไว้ให้ได้ระวังไว้บ้าง

จะได้เก็บเงินไว้ซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่าครับ

.

จุดหลักๆที่ชอบตั้งด่านตรวจจับกัน  ติดรถไว้เผื่อมีประโยชน์กับคนใช้รถนะครับ
 จุดที่-บริเวณ          พิกัด GPS
1 ทางหลวง 4 (สิชล 1) ขาขึ้น    N8.95962 E99.89500
2 ทางหลวง 4 (สิชล 2) ขาขึ้น    N9.05416 E99.83947
3 ทางหลวง 4 (กาญจนดิษฐ์) ขาขึ้น    N9.15042 E99.61305
4 ทางหลวง 346 (กำแพงแสน – พนมทวน)  N14.09377 E99.72153
5 ทางหลวง 1 (คลองขลุง 2)      N16.27383 E99.68297
6 ทางหลวง 32 (หางน้ำสาคร)    N15.31261 E100.18383
7 ทางหลวง 36 (มะขามคู่)      N12.86280 E101.08066
8 ทางหลวง 4 (ประจวบคีรีขันธ์2)    N11 50.798 E99 46.921
9 ทางหลวง 304 (ท่าตูม)      N13 54.158 E101 37.005
10 ทางหลวง 35 (ยี่สาร)      N13 21.176 E99 54.814
11 ทางหลวง 36 (เขาไม้แก้ว 2)    N12.90837 E101.02976
12 ทางหลวง 2 (สีคิ้ว2)      N14.86422 E101.70474
13 ทางหลวง 2 (สีคิ้ว3)      N14.86119 E101.69302
14 สนามบินสุวรรณภูมิ 1      N13.65548 E10
0.75536
15 สนามบินสุวรรณภูมิ 2      N13.68153 E100.76222
16 ทางหลวง 3315 (บางตีนเป็ด)    N13 39.551 E101 04.057
17 ทางหลวง 4 (ชุมพร 3)      N10 20.912 E99 06.732
18 ทางหลวง 354 (เนินผาสุข)    N13 46.256 E102 03.633
19 ทางด่วนมอเตอร์เวย์ (พานทอง)    N13 19.443 E101 00.865
20 ทางหลวง 12 (หนองเรือ)      N16 29.045 E102 34.104
21 ทางหลวง 2 (ปากช่อง 4)      N14 40.428 E101 27.332
22 ทางหลวง 4 (ประจวบคีรีขันธ์ 3)    N11 43.555 E99 43.670
23 ทางหลวง 2 (อุดรธานี 2)      N17.21228 E102.92117
24 ทางหลวง 2 (อุดรธานี 3)      N17.31812 E102.84720
25 ทางหลวง 36 (ระยอง)      N12.71886 E101.22478
26 ทางหลวง 4 (เพรชบุรี)      N13.12059 E99.89596
27 ทางหลวง 4 (รัตภูมิ)      N7.18478 E100.23542
28 ทางหลวง 3 (จันทบุรี)      N12.66442 E102.11223
29 ทางหลวง 35 (สมุทรสงคราม)    N13.39939 E100.00716

การทำงานของเครื่องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์นี้

สามารถใช้งานได้ทั้งระบบควบคุมเองและระบบอัตโนมัติ

โดยเมื่อรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดผ่านจุดตรวจ กล้องก็จะทำการถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ

จากนั้นความเร็วและภาพรถ จะถูกส่งมาจัดเก็บและแสดงที่ชุดประมวลผล

พร้อมแสดง วัน เดือน ปี เวลา สถานที่ จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายังศูนย์อำนวยการตำรวจทางหลวง

เพื่อที่จะตรวจสอบทะเบียนรถ และ ออกใบสั่งส่งไปยังที่อยู่ของผู้ครอบครองรถตามทะเบียน ต่อไป

และหากผู้ได้รับใบสั่งไม่ไปชำระค่าปรับภายในเวลา 7 วัน กองบังคับการตำรวจทางหลวง

จะส่งข้อมูลไปยังกรมการขนส่งเพื่ออายัดการต่อทะเบียนรถด้วย

เส้นทางที่ตั้งกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัตินี้ มีอยู่หลายจุดทั่วประเทศ ได้แก่

1. เส้นทางสายพหลโยธิน    ช่วงรังสิต ถึง สระบุรี 2 จุด

2. เส้นทางสายมิตรภาพ    ระหว่าง สระบุรี ถึง นครราชสีมา 2 จุด

จุดตั้งกล้อง จะอยู่ถนนมิตรภาพขาขึ้นไป นครราชสีมา ช่วงเลยทางแยกเข้า ปากช่อง ใต้ถนนต่างระดับ ครับ

VDO 1 ถ่ายจากถนนมิตรภาพขาขึ้นไป นครราชสีมา

VDO 2 ถ่ายจากถนนมิตรภาพขาล่องกลับ กทม.


3. เส้นทางสายมิตรภาพ    ระหว่าง นครราชสีมา ถึง ขอนแก่น 2 จุด

4. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง อยุธยา ถึง นครสวรรค์ 1 จุด

5. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง นครสวรรค์ ถึง ตาก 1 จุด

6. เส้นทางสายเอเชีย    ระหว่าง ตาก ถึง เชียงใหม่ 1 จุด

7. เส้นทางสายกรุงเทพ    นครปฐม วังมะนาว 1 จุด

8. เส้นทางสายกรุงเทพ    วังมะนาว 1 จุด

9. เส้นทางสายวังมะนาว    ถึง หัวหิน 1 จุด

10. เส้นทางสายเพชรเกษม    ( เลี่ยงเมือง ) ชะอำ ถึง ปราณบุรี 1 จุด

11. เส้นทางสายเพชรเกษม    ประจวบคีรีขันธ์ ถึง ชุมพร 1 จุด

12. เส้นทางสายเพชรเกษม    ชุมพรถึง สุราษฎร์ธานี 1 จุด

13. เส้นทางสายบางนา – ตราด  ระหว่าง กรุงเทพ ถึง บางปะกง 1 จุด

14. เส้นทางสายสุขุมวิท    ร ะหว่าง ชลบุรี ถึง พัทยา 1 จุด

15. เส้นทางสายมอเตอร์เวย์  ชลบุรี ถึง ระยอง 2 จุด

16. และเส้นทางสายสุขุมวิท  ระหว่าง ระยอง ถึง จันทบุรี 1 จุด

.

ซึ่งตำรวจทางหลวงจะทำการสุ่มเปลี่ยนจุดตรวจทุกครั้ง ที่มีการติดตั้งด้วย

หลังจากตำรวจทางหลวง ได้จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์ จำนวน 45 ชุด

แจกจ่ายให้กับสถานีตำรวจทางหลวงกองกำกับการ

และกองบังคับการตำรวจทางหลวงทั่วประเทศได้ใช้ติดตั้ง เพื่อปรามบรรดาตีนผีเหล่านี้

โดยข้อมูลจากหน่วยตรวจจับความเร็วไฮเทค ทั่วประเทศที่ถูกส่งมายังศูนย์อำนวยการตำรวจทางหลวง

พบว่าเพียงแค่ 3 เดือนแรกที่มีการติดตั้ง

เครื่องก็ได้จ่ายใบสั่งให้ผู้ที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปแล้วจำนวนมากถึง 42,304 ราย

ซึ่งจะนำไปสู่การปรามผู้ขับรถเร็วได้ในอนาคต

โดยตำรวจทางหลวงยังได้มีแผนที่จะติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็ว เพิ่มอีก 45 ชุด

เพื่อให้แต่ละหน่วยงานมี 2 ชุดคลอบคลุมพื้นที่การใช้งานในอนาคตด้วย

หลักฐานที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของเครื่องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ

คือ ใบสั่งที่ส่งให้ทางไปรษณีย์

.

ตำรวจเขาบอกว่า…

พื่อเป็นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ควรขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด

บนทางหลวง ในเขตเทศบาล 

รถเก๋งหรือรถปิกอัพ ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 60 กม./ชม.

บนทางหลวง นอกเขตเทศบาล 

ให้รถเก๋งหรือปิกอัพ ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 80 กม./ชม.

บนมอเตอร์เวย์ 

รถเก๋งหรือปิกอัพ ไม่เกิน 120 กม./ชม.

รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 100 กม./ชม.  

.

อยากรู้จริงว่า ตำรวจและครอบครัวตำรวจเอง

นอกเวลาราชการแล้ว ขับรถด้วยความเร็วที่อ้างนี้หรือเปล่า?

อีกอย่างหนึ่งก็คือ…

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนที่ถ่ายภาพนั้น เราขับรถด้วยความเร็วเท่าไหร่

เพราะในใบแจ้งทั้ง 2 ใบ ที่ผมได้รับ กับ ที่เพื่อนผมได้รับอีก 2 ใบ

ทั้ง 4 ใบ แจ้งว่า วิ่งด้วยความเร็ว 127 กม.ต่อชั่วโมง เหมือนกัน (อะไรจะปานนั้น)

ถ้าสงสัยแล้วผมจะไปเถียงใครไดั….หรือนี่คือการปล้น? คงไม่ใช่มั๊ง?

.

ข่าวล่าสุด!!!! 1 สิงหาคม 2554

28 ก.ค.เริ่มใช้กล้องตรวจจับความเร็วแบบใหม่

 .

.

วันนี้ (28 ก.ค.) กองบังคับการตำรวจจราจรเตรียมนำกล้องกล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่มาใช้แทนที่อุปกรณ์เดิม

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเปิดเผยว่า กองบังคับการตำรวจจราจรเตรียมนำกล้องกล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่ ที่สามารถตรวจจับความเร็วด้วยภาพเคลื่อนไหว มาใช้แทนที่อุปกรณ์เดิมที่บันทึกได้แต่ภาพนิ่ง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการกวดขันผู้ที่ชอบขับขี่รถเกินกว่ากฎหมายกำหนด ป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถตรวจวัดความเร็วรถได้ในระยะไกลประมาณ 2 กิโลเมตร และสามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ชัด ซึ่งตำรวจจะใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบแข่งในเวลากลางคืนด้วย

กล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่ มีชื่อว่า Speed Enforcement Digital Video Laser เป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพในการตรวจจับความเร็วบนท้องถนน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความเร็วในเขตเมืองเกินกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าขับขี่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกล้องชนิดนี้จะพิเศษกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยใช้ โดยสามารถตรวจจับความเร็วแล้วบันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหว ต่างจากของเดิมที่บันทึกได้แค่ภาพนิ่ง วิธีการทำงานแค่โฟกัสหรือจับภาพไปที่รถที่ต้องการจะตรวจสอบ ในหน้าจอของกล้องจะปรากฎจำนวนความเร็วต่อชั่วโมงให้ทราบทันที โดยกล้องตัวนี้สามารถจับภาพของรถต้องสงสัยได้ไกล 1.8 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระบบจีพีเอส ทำให้ทราบว่าในระยะ 1.8 กิโลเมตรก่อนถึงจุดที่กล้องตั้งอยู่ รถคันไหนใช้ความเร็วเท่าไหร่ ทำให้ตำรวจมีหลักฐานในจับกุมผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะบันทึกวันเวลาและสถานที่ที่มีการกระทำผิดได้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในกรณีที่ต้องการออกใบสั่งส่งไปทางบ้านเหมือนกรณีขับขี่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และกล้องนี้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้อย่างชัดเจน เพราะมีความละเอียด 4 ล้านพิเซล ซึ่งตำรวจเตรียมนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาหลักฐานเอาการเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นชอบซิ่งแข่งรถด้วย

พลตำรวจตรีภาณุ บอกว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุอันดับ 1 เกิดจากการใช้ความเร็วสูง ซึ่งตามกฏหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 80 กม/ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติจริง ตำรวจจะตั้งกล้องตรวจจับเผื่อไว้ที่ความเร็ว 110 กม/ชั่วโมง โดยแต่ละท้องที่ จะเปลี่ยนจุดในการตั้งกล้อง ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดในข้อหาขับรถโดยใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะมี โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งคาดว่าการนำกล้องดังกล่าวมาใช้ จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วลงได้

ทั้งนี้ กล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์รุ่นใหม่นี้ สั่งซื้อมาทั้งหมด 16 ตัว ใช้งบประมาณของกองบังคับการตำรวจจราจรจำนวน 14.7 ล้านบาท โดยจะนำร่องใช้ในการตรวจจับบนเส้นทางที่มักมีผู้ขับขี่รถด้วยความเร็วสูงตั้งแต่วันนี้ (28 ก.ค.) เป็นต้นไป เช่น บริเวณทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 ทางยกระดับโทลเวย์ ถนนราชพฤกษ์, ถนนพระราม 2 ,ถนนเกษตร-นวมินทร์, ถนนกาญจนาภิเษก เป็นต้น

เพิ่มเติมล่าสุดครับ
111

…………………………………………………………………………………..

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน


.

Free! ผมเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ท่านสามารถเข้าไปอ่านหนังสือของผมทุกเล่มได้ที่

ลิงค์ ด้านล่าง ส่วนของ ความเห็น (Comment) ครับ

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ
(International Standard Book Number – ISBN)
.

เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) เป็นรหัสเฉพาะกำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของหนังสือแต่ละชื่อเรื่อง โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นผู้กำหนดเลขให้แต่ละประเทศทั่วโลกและมอบหมายให้หน่วยงานในแต่ละประเทศเป็นผู้บริการเลข ISBN สำเร็จรูปให้กับสำนักพิมพ์ สำหรับประเทศไทยมอบให้สำนักหอสมุดแห่งชาติ เป็นผู้บริการเลข ISBN

โครงสร้างของระบบ ISBN :: เลข ISBN ประกอบด้วยตัวเลข 13 หลัก แบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้เครื่องหมายขีด (-) แบ่งกลุ่มตัวเลข ดังนี้

ISBN 978 – 974 – 13 – 3479 – 6,  ISBN  978 – 974 – 7912 – 89 – 9,

ส่วนที่ 1    รหัสบาร์โค้ด แสดงสินค้า/ผลิตภัณฑ์
ส่วนที่ 2    รหัสกลุ่มประเทศ (Group identifier) แบ่งตามประเทศหรือกลุ่มประเทศตามภูมิศาสตร์หรือกลุ่มประเทศตามภาษา
มี 1-5 หลัก เช่น 974 รหัสประเทศไทย
ส่วนที่ 3    รหัสสำนักพิมพ์ (Publisher prefix) มี 2-7 หลัก ขึ้นกับว่าสำนักพิมพ์นั้นพิมพ์หนังสือมากน้อยเพียงใด
ถ้าพิมพ์มากจะได้รหัสน้อยหลัก
ส่วนที่ 4    รหัสลำดับชื่อเรื่อง (Title number) มีกี่หลักขึ้นกับจำนวนรหัสกลุ่มและรหัสสำนักพิมพ์
ส่วนที่ 5    เลขตรวจสอบ (Check digit) ใช้ตรวจสอบว่าเลขที่ถูกป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์นั้นถูกต้องหรือไม่ มี 1 หลัก (0-9)
หรือ X

ประโยชน์ของเลข ISBN ::

1. เพื่อความสะดวก ถูกต้อง รวดเร็ว ในการสั่งซื้อหนังสือ การยืมคืน การยืมระหว่างห้องสมุด การสืบค้น และแลกเปลี่ยนข้อมูล
2. เมื่อนำไปใช้ร่วมกับระบบบาร์โค้ด สามารถนำข้อมูลไปใช้บริหารสินค้า วางแผนการผลิต ควบคุมสินค้าคงคลัง

การขอรับเลข ISBN จากหอสมุดแห่งชาติ ::

สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ หรือหน่วยงานราชการ ต้องกรอกรายละเอียดของหนังสือในแบบฟอร์มการขอเลข ISBN ได้ 4 วิธี
1. ทางจดหมาย ถึง ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ
2. ทางโทรสาร ที่หมายเลข 0-2281-5450, 0-2628-5175
3. ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ E-mail : isbn@nlt.go.th
4. ติดต่อขอรับด้วยตนเอง ที่กลุ่มงานคัดเลือกและประเมินคุณภาพทรัพยากรห้องสมุด

สิ่งพิมพ์ขอเลข ISBN ได้

ประเภทสิ่งตีพิมพ์ มีดังนี้ ::
1. หนังสือทั่วไป
2. สิ่งพิมพ์สื่อประสม (หนังสือ เทป หรือวิดีทัศน์)
3. แผนที่
4. สิ่งพิมพ์อักษรเบรลล์

ประเภทสิ่งไม่ตีพิมพ์ มีดังนี้ ::
1. สิ่งพิมพ์ในรูปวัสดุย่อส่วน
2. วิดีทัศน์
3. สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
4. ซอฟต์แวร์ด้านการศึกษา

สิ่งพิมพ์ที่ไม่ต้องขอเลข ISBN ::

1. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์
2. สิ่งพิมพ์อายุการใช้งานสั้น เช่น แผ่นพับ แผ่นโฆษณา
3. ปฏิทิน สมุดบันทึก เกมส์ต่าง ๆ
4. หลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษา
5. สมุดภาพระบายสี สมุดแบบฝึกหัด
6. บัตรอวยพร บัตรคำ
7. ผลงานทางวิชาการที่ขอปรับระดับในสถานศึกษาหรือหน่วยงานต่าง ๆ
8. รายงานการวิจัยของหน่วยงาน
9. สิ่งพิมพ์ฉบับสำเนาที่ไม่ได้จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ หรือโรงพิมพ์

หลักการขอเลข ISBN ::

1. หนังสือที่ยังไม่เคยพิมพ์
2. ขอเลขใหม่เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อจัดพิมพ์ครั้งใหม่ (edition) กรณีพิมพ์ซ้ำ เพิ่มเติม (reprint)
และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาข้อมูล ไม่ต้องขอ
3. หนังสือชื่อเดียวกันแต่ต่างรูปแบบ เช่น ปกแข็ง ปกอ่อน
4. หนังสือหลายเล่มต่อกัน (Multi-volume)

การพิมพ์เลข ISBN พิมพ์ได้ 2 รูปแบบ ::
ISBN 978-974-13-3479-6

ตำแหน่งที่พิมพ์เลข ISBN ในตัวเล่มหนังสือ ::
– ปกหน้า
– หลังหน้าปกใน
– มุมล่างของปกหลัง

สถานที่ติดต่อ ::
กลุ่มงานคัดเลือกและและประเมินคุณภาพทรัพยากรห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ ถ. สามเสน ดุสิตกรุงเทพฯ 10300
โทรสาร : 0-2281-5450, 0-2628-5175 (ส่งข้อมูล)
โทรศัพท์ : 0-2282-3808-9 หรือ 0-2281-5212 หรือ 0-2281-5313 ต่อ 117 (โทร.สอบถามเลข ISBN)
เว็บไซต์ : www.nlt.go.th , E-mail : isbn@nlt.go.th

ที่มา www.nlt.go.th

……………………………………………………..

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »

จดทะเบียนลิขสิทธิ์ – เรื่องง่ายๆที่น่าทำและสำคัญ

…………………………………………………………………………………………..

คงมีหลายๆคนที่ “คิด-เขียน” เรื่องราวหรือบทความต่างๆขึ้นมา

เช่น นวนิยาย บทความ เรื่องสั้น บทกวี เพลง ฯลฯ

และในใจลึกๆแล้วก็อยากจะจดทะเบียนเพื่อรับรองว่า

เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นๆตามกฎหมาย

แต่คิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน เหมือนที่ผมเคยคิดเคยเป็น

.

แต่เมื่อผมได้ตัดสินใจไปดำเนินการจด “ลิขสิทธิ์” กับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา

ก็พบว่ามันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่เคยคิดไว้เลยครับ

จึงอยากจะเอาประสบการณ์มาแบ่งปันกับทุกๆท่าน

เผื่อว่าจะอยากไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ “สิ่งเขียน”

(ภาษาที่ใช้ในการจดเขาไม่ใช้ว่า “หนังสือ” แต่ใช้ว่า “สิ่งเขียน” ครับ)

ที่ได้คิดและเขียนขึ้นมา เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของงานชิ้นนั้นๆกันบ้าง

ซึ่งมีขั้นตอนและเอกสารประกอบการจดลิขสิทธิ์ดังนี้ครับ

.

1. เขียนผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยตัวเองที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 1 ชิ้น

แล้วปริ๊นออกมาเป็นฮาร์ทก็อปปี่ จากนั้นนำไปเย็บรูปเล่มให้เรียบร้อย

โดยจะเย็บสันกาว ใส่กระดูกงู หรืออื่น ๆ ทำเองก็ได้

เน้นว่าให้ทำเป็นรูปเล่มเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบ

.

2. เข้าไปในเว็บของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดาวโหลดแบบฟอร์ม ลข.01

ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่ใช้กรอกเพื่อยื่นขอจดลิขสิทธิ์ ในเว็บไซต์ดังนี้

http://www.ipthailand.go.th/ipthailand/index.php?lang=th

.

3. พอได้แบบฟอร์มมาแล้วก็ปริ๊นออกมา

กรอกรายระเอียดให้เรียบร้อย ถูกต้อง จำนวน 2 ชุด

.

4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เซ็นต์สำเนาถูกต้องด้วย จำนวน 1 ชุด

.

5. ส่งเอกสารทั้งหมดไปที่

สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา

เลขที่ 44/100    ถ.สนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

หรือจะไปด้วยตัวเองก็ได้ครับ

ผมไปจดด้วยตัวเองสะดวกมากครับ ง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย

.

6. หากมีข้อสงสัย โทรถามเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-547-4621-3 ครับ

.

7. เมื่อทางสำนักลิขสิทธิ์รับเรื่องแล้ว จะออกเลขรับรองเรื่องให้

จากนั้นเราก็กลับบ้านมารอ ประมาณ 1-2 เดือน

ตามขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลลิขสิทธิ์

.

8. เมื่อเรื่องของเรา ผ่านตามขั้นตอนแล้ว

ทางสำนักลิขสิทธิ์จะส่ง “ใบลิขสิทธิ์รับรอง” มาให้เราถึงบ้าน

มีหน้าตาคล้าย ๆ กับโฉนดที่ดิน (ดังรูปที่ผมแนบมาให้ดูนี้)

ซึ่งจะทำให้งานเขียนเป็นของเราเพียงคนเดียว

ใครลอกเลียนแบบสามารถฟ้องร้องได้เต็มที่

.

จดทะเบียนลิขสิทธิ์ – เรื่องง่ายๆที่น่าทำและสำคัญ

จบขั้นตอนง่ายๆแค่นี้เองครับ

………………………………………………………….

คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ เพื่อไปยังบล็อกรวมเรื่องสั้นดีดีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ : อ่านแล้วคิดชีวิตเปลี่ยน

คลิ๊ก!!เพื่อไปยังบล็อกรวมสิ่งดีดีที่มีให้จาก : พละชัย ฟูเกียรติพงษ์

Read Full Post »